ไขความลับ “เดจาวู” ปรากฏการณ์ประหลาดที่หลายๆ คนเคยเจอ

เดจาวูคืออะไร?

คำว่าเดจาวูได้บันทึกขึ้นมาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส Emile Boirac (1851–1917) ในหนังสือ L’Avenir des sciences psychiques (แปลว่า อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา)

 

อาการเดจาวูคือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป

มนุษย์ในบางครั้งมีความรู้สึกว่า ตนเองเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าในฝันหรือในอดีต เช่น ไปเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน เดินไปยืนที่ระเบียงแล้วรู้สึก ตนเองคุ้นกับระเบียงนี้ มุมนี้ และการยืนแบบนี้..

 

โดยนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ได้ให้เวลาในการศึกษาทฤษฎีความเป็นไปได้ และได้สอบถามจากผู้ที่เป็นแบบนี้ และก็ได้คำตอบที่สรุปออกมาได้เป็น 4 ทฤษฎี

 

#1

ทฤษฎีอดีตชาติ

สิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดไปแล้วในอดีต จะย้อนกลับมาเกิดซํ้าอีก ซึ่งมันจะรับรู้ได้จากคลื่นสมองของเรา ซึ่งเราสามารถบังคับได้ 10-15% เราจะผ่านประสบการณ์มากมาย บางสิ่งอาจหลงเหลือในความทรงจำ แล้วย้อนกลับมาเกิดอีก ทำให้รู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน

 

#2

ทฤษฎีพลังจิต

เดจาวู เป็นพลังจิตรูปหนึ่ง บ้างก็ว่าเป็นทิพจักขุญาณ (ความรู้คล้ายตาทิพย์) ซึ่งได้มาจากการเจริญสมถะภาวนาในหมวดของกสิณ 3 กองคือ เตโชกสิณ (กสิณไฟ), โอทากสิณ (กสิณสีขาว) และ อาโลกสิณ (กสิณแสงสว่าง) จากทั้งหมด 10 กอง จนทำให้จิตและสมองเชื่อมต่อกัน เกิดเป็นญาณได้

 

เราทุกคนมีพลังจิต เพียงแต่จะอ่อนจะเข้ม บางทีเพราะเราไม่ได้ฝึก จะเก็บกดไว้ภายใน วันดีคืนดีก็ล้นออกมา ตามตำรา ถ้าได้ฝึก เราสามารถควบคุมได้ หรือถ้าในทางวิทยาศาตร์จะเรียกว่า การสั่งการสมองได้มากขึ้นกว่ามนุษย์ปกตินั่นเอง มีนักพยากรณ์หลายคน พยากรณ์ได้จากการเพ่ง ว่ากันว่า มีผู้หนึ่งมีเดจาวูแรงกล้ามากหาใครเปรียบได้ไม่ เขาชื่อ นอสตราดามุส

 

#3

ทฤษฎีจักรวาลคู่ขนาน

อธิบายเกี่ยวกับ โลกคู่ขนาน หรือ จักรวาลคู่ขนาน ก่อนหมายถึง จักรวาลที่ดำเนินไปพร้อมกับจักรวาลที่เราอยู่นี้ ทฤษฎีนี้นักฟิสิกส์ริเริ่มคิดขึ้นมา และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และนำไปสู่การสร้างทฤษฎีการผันผวนของมิติเวลา

 

กล่าวคือทุกๆ เหตุการณ์ที่เรามีทางเลือก 2 ทาง ก็จะเกิดโลกคู่ขนานขึ้น 2 โลก ถ้าเราเจอเหตุการณ์อื่นที่ต้องตัดสินใจอีก 2 ทาง แต่ละโลกจะเกิดโลกคู่ขนานเพิ่มอีก 2 โลกเช่นกัน ทำให้สามารถมองเห็นเดจาวูได้

 

มีคนผูกทฤษฎีเดจาวู กับทฤษฎีจักรวาลคู่ขนาน กล่าวว่า การที่เรารู้สึกหรือเห็นภาพที่คล้ายว่าเคยทำมาก่อน นั่นแหละ คุณเคยทำจริง แต่เป็นคุณในอีกโลกหนึ่งต่างหากที่ได้ทำ คุณในทุกๆ โลก ถูกผูกกันด้วยสายใยบางอย่าง อาจเป็นเพราะสมองมีคลื่นตรงกัน ก็เป็นคุณคนเดียวกันนี่นา ในบางจังหวะที่เหมาะสมกระแสประสาทจูนกัน คุณก็ได้รับรู้ถึงกระแสความคิดจากคุณในอีกโลก

 

ในโลกนี้ที่เรามีตัวตนอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็มีเราอีกคนหนึ่งในอีกโลกหนึ่ง และมีโลกคู่ขนานมากมายนับไม่ถ้วนเช่นกัน

 

#4

ทฤษฎีที่เกิดจากการคิดไปเอง

ตามแนวคิดของหลักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เกิดจากสมองแปลข้อมูลผิดพลาด พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ได้เห็นมาแล้วหรอก แต่คิดไปว่าเห็นมาแล้ว

 

ทางการแพทย์เรียกว่า การไหลของคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดการผิดปกติ ทำให้การกระทำที่กำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้น คลับคล้ายว่าเคยเกิดมาก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถจำเวลาได้..

 

สมองคนเราก็เหมือนเครื่องจักรย่อมเกิดข้อผิดพลาด บ้างอธิบายว่า เดจาวู เกิดจากเมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก็นำมาแปลความหมาย สมองมี 2 ซีก ตามี 2 ข้าง ประสาทตาซ้ายเข้าสมองซีกขวา ประสาทตาขวาเข้าสมองซีกซ้ายฉะนั้นสมองทั้งสอง ต้องทำงานประสานกันและกันอย่างมาก

 

เมื่อเกิดสมองข้างหนึ่ง เกิดส่งข้อมูลมาช้าไปเพียงนิดเดียว ทำให้สมองแปลความหมายของภาพนั้นว่า เป็นภาพจากความจำไม่ใช้ปัจจุบันทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เจอนั้นเคยเห็น มันมาก่อน..

 

มีหลักฐานว่า โดยส่วนมาก คนที่เป็นลมบ้าหมู หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็น จะมีโอกาสเกิดบ่อยกว่า และมีโอกาสเกิดบ่อยมากขึ้น ก่อนที่จะมีอาการชักกระตุก

 

แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทฤษฏีไหนคือทฤษฏีที่ถูกต้องกันแน่ ว่าแต่คุณล่ะครับเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้กันบ้างรึเปล่า? และสำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับ “เดจาวู” แนะนำให้ลองหาเรื่อง Dejavu มาดูได้เลย

 

เครดิตข้อมูล labsamong.com