10 หนังโหดที่สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่อง

บ่อยครั้งที่ความสยดสยองในโลกภาพยนตร์ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงอย่างที่หลายคนคาดคิด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบหนังแนวฆาตกรรมอำพราง น่าจะทราบดีว่ามีหลายเรื่องที่หยิบเรื่องจริงสุดสยองมาสร้างเป็นหนังให้เราได้ดูกัน และนี่คือ 10 หนังโหดที่สร้างจากเรื่องจริงฆาตกรต่อเนื่อง ที่แต่ละคนโหดจนแทบไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

 

#1 The Deliberate Stranger (1986)
ฆาตกรต่อเนื่องชาวอเมริกัน เท็ด บันดี (Ted Bundy) เป็นที่โจษจันจากวีรกรรมฆ่า ลักพาตัว ข่มขืน และกระทำชำเราศพ อาวุธของเขาคือหน้าตาหล่อเหลาที่ใช้ดึงดูดเหยื่อเพศหญิงโดยเฉพาะ นอกจากการย่องทำร้ายเหยื่อขณะนอนหลับแล้ว เทคนิคส่วนตัวของเขาคือการทำความรู้จักเหยื่อในที่สาธารณะ ก่อนลักพาตัวพวกเธอไปก่อเหตุในที่ลับตาคน

1

 

อย่างไรก็ตามความน่าสะพรึงยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะบางกรณีเขาย้อนกลับไปยังที่เกิดเหตุเพื่อก่อเหตุซ้ำสอง ซึ่งคราวนี้เขาลงมือกับศพที่เน่าเฟะ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการค้นพบว่า เขาเก็บสะสมศีรษะของเหยื่อไว้อย่างน้อย 12 รายอีกด้วย ชะตากรรมของฆาตกรรายนี้จบลงด้วยการสารภาพว่าก่อเหตุกับเหยื่อราว 30 รายในระหว่างปี 1974-1978 ท่ามกลางความสงสัยว่าผู้เคราะห์ร้ายอาจมากกว่านั้น และในทึ่สุด เท็ด บันดี ถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 1989

 

#2 Ed Gein (2000)
การถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่ติดเหล้า และแม่ที่คอยสั่งสอนว่าผู้หญิงและเซ็กส์คือเรื่องชั่วร้าย คือสาเหตุที่ทำให้ เอ็ด กีน (Ed Gein) กลายเป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่น่าสะพรึงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต เอ็ด กีน เริ่มหลงใหลในร่างกายของเพศหญิง และจินตนาการเรื่องราวสุดแฟนตาซีเกี่ยวกับเซ็กส์

2

 

พฤติกรรมช่วงแรกของเขาคือการขุดศพ (รวมถึงศพแม่ของเขา) หาเหยื่อมาทดลองข่มขืน กินเนื้อ และนำผิวหนังของศพมาทำเป็นหน้ากาก เมื่อเหยื่อรายหนึ่งหายตัวไปจากหมู่บ้านอย่างไร้ร่องรอย การตรวจค้นบ้านโดยตำรวจนำไปสู่การค้นพบหลักฐานสุดสยอง

ชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ถูกพบได้ทั่วไปในบ้านของเขา บางส่วนถูกใช้เป็นของตกแต่งบ้าน ชีวตหลังจากนั้นของเขาถูกจองจำในโรงพยาบาล และมีการเปิดเผยภายหลังว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของ เอ็ด กีน คือความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดที่เขามีต่อแม่

 

#3 Monster (2003)
ไอลีน แครอล วูร์นอส (Aileen Carol Wuornos) คือฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารเหยื่อชาย 7 รายระหว่างปี 1989-1990 เธอให้การว่าลงมือก่อเหตุไปเพื่อการป้องกันตัว เนื่องจากเหยื่อทุกรายลงมือข่มขืนหรือพยายามจะข่มขืนเธอ จุดจบของเธอลงเอยด้วยการถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2002

3

 

#4 To Catch A Killer (1992)
ใครจะคิดว่าตัวตลกที่ให้ความบันเทิงในงานปาร์ตี้ จะกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่โหดร้ายที่สุดคนหนึ่ง เขาคนนี้มีนามว่า จอห์น เวยน์ เกซี่ (John Wayne Gacy) ผู้ก่อเหตุทรมาน ข่มขืน และฆาตกรรมเหยื่อชาย 33 คน ระหว่างปี 1972-1978

4

 

วิธีการล่อเหยื่อของเขาคือการแฝงตัวในคราบตัวตลก หรือหลอกล่อชายหนุ่มมาที่บ้านแล้วลงมือทรมาน ข่มขืน แล้วฆ่าพวกเขาอย่างเลือดเย็น เมื่อเหยื่อหลายรายหายตัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ตำรวจจึงตั้งข้อสงสัยและนำไปสู่การค้นพบศพเพศชายซึ่งมีอายุตั้งแต่วัย 9 ขวบไปจนถึง 20 ปีกลางๆ จำนวน 29 ศพภายในบ้านของเขา ในวันที่ 10 พฤษภาคม 1994 เขาถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยา

 

#5 Speck (2002)
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1966 ชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า ริชาร์ด เบนจามิน สเปค (Richard Benjamin Speck) ก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการบุกเข้าไปยังหอพักนักศึกษาพยาบาลในชิคาโก แทงหรือรัดคอพวกเธอจนสิ้นใจก่อนลงมือข่มขืน เขาให้การว่าไม่สามารถจดจำเหตุฆาตกรรมครั้งนั้นได้ แต่ภายหลังเขาสารภาพกับคุณหมอในโรงพยาบาลคุกคันทรีว่าเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมด โดยในวัย 49 ปี เขาเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1991 จากอาการหัวใจวาย

5

 

#6 Zodiac (2007)
ฆาตกรต่อเนื่องในนาม The Zodiac Killer หรือ ฆาตกรจักรราศี ลงมือก่อเหตุทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย แม้ชื่อที่แท้จริงของเขาจะไม่ปรากฏอย่างแน่ชัด แต่วีรกรรมสุดสะพรึงคือสิ่งเดียวที่ถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

6

 

ในธันวาคม 1968 จนถึงเดือนตุลาคม 1969 มีวัยรุ่นชาย 4 คนและหญิงอีก 3 คนถูกสังหารโดยไม่ทราบแรงจูงใจ ซึ่งความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ ฆาตกรรายนี้ส่งจดหมายที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์จักรราศีมาให้ตำรวจ โดยข้อความดังกล่าวสามารถตีความได้ว่า มันจะลงมือฆ่าคนไปอีกเรื่อยๆ

ยิ่งไปกว่านั้นคดีนี้ยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2004 กรมตำรวจประจำซานฟรานซิสโกประกาศให้คดีนี้หมดอายุความ แต่ต่อมาในปี 2007 มีการรื้อคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนใหม่อีกครั้ง

 

#7 Helter Skelter (2004)
ชาร์ล แมนสัน (Charles Manson) คือผู้นำแห่งครอบครัวแมนสัน (The Manson Family) ความวุ่นวายต่างๆ เริ่มขึ้นเมื่อ ชาร์ล แมนสัน ตีความว่าเพลง Helter Skelter ของวงเดอะบีทเทิลส์ (The Beatles) มีเนื้อหาทำให้เกิดสงครามระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ และจุดประกายให้เขาทำคำทำนายดังกล่าวให้เป็นจริง

7

 

คดีแรกที่ทำให้โลกต้องตะลึงเกิดขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคม 1969 เมื่อเขาและพรรคพวกลงมือสังหาร ดาราสาว ชารอน เทต (Sharon Tate) รวมถึงคนอื่นๆ ในบ้านพักของผู้กำกับชื่อดัง โรมัน โปลันสกี (Roman Polanski) ความโหดเหี้ยมของคดีนี้คือ การสังหารดาราสาวทั้งที่เธอกำลังตั้งครรภ์ แถมลูกสมุนแมนสันยังใช้เลือดของเธอเขียนบนกำแพงว่า “Pig” ซึ่งภายหลังมีการเปิดเผยว่า เป้าหมายของครอบครัวแมนสันคือบ้านคนรวย เช่นเดียวกับเหยื่อรายถัดมาที่เป็นเจ้าของซูเปอร์มาร์เกต

 

#8 Dahmer (2002)
หนังเรื่องนี้สร้างจากชีวิตจริงของ เจฟฟรีย์ ลีโอเนล ดาห์เมอร์ (Jeffrey Lionel Dahmer) ฆาตกรต่อเนื่องชาวอเมริกัน เจ้าของวีรกรรมฆ่า ข่มขืน กระทำชำเราศพ และกินเนื้อคน

8

 

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 1991 ชายคนหนึ่งวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจในสภาพสวมกุญแจมือ จนนำไปสู่การตรวจค้นอพาร์ทเม้นท์ของฆาตกรรายนี้ สิ่งที่ตำรวจค้นพบคือภาพถ่ายชิ้นส่วนมนุษย์จำนวนมาก ศีรษะมนุษย์หลายหัวถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้นมีศพปริศนาถูกแช่สารเคมีในถังขนาดใหญ่อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดคือการค้นพบว่า เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ กินเนื้อของเหยื่อบางราย และในที่สุดเขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และถูกนักโทษคนอื่นๆ ทุบตีจนถึงแก่กรรมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1994

 

#9 Wolf Creek (2005)
เรื่องราวสยองขวัญของนักเดินทาง ถูกถ่ายทอดผ่านหนังเรื่อง Wolf Creek สร้างจากชีวิตจริงของ อีวาน มิลัต (Ivan Milat) หรือที่รู้จักในฉายา นักฆ่าแบ็คแพ็กเกอร์ คดีของเขาได้รับความสนใจจากการหายตัวไปของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน นำไปสู่การสืบสวนที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลีย

9

 

โดยระหว่างปี 1989-1993 อีวาน มิลัต ลงมือสังหารเหยื่อทั้งสิ้น 7 ราย ในจำนวนเหล่านั้นมี 5 รายที่เป็นนักท่องเที่ยวแบกเป้ แต่ถ้าหากใครที่มีแผนไปเยือนแดนจิงโจ้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจ เพราะเขาถูกจับกุมในปี 1994 และถูกกุมขังมาจนถึงปัจจุบัน

 

#10 Eaten Alive (1977)
โจ บอล (Joe Ball) คืออดีตทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเปิดบาร์เล็กๆ เป็นของตัวเองในรัฐเทกซัส ซึ่งมีจุดขายอยู่ที่บ่อจระเข้ภายในร้าน ชีวิตของเขาเริ่มเป็นที่จับตาจากตำรวจและคนในหมู่บ้าน เมื่อคนรอบกายเขาค่อย ๆ หายตัวไปอย่างลึกลับ

10

 

เริ่มตั้งแต่ภรรยาทั้งสองคนที่เขาคบหาในเวลาไล่เลี่ยกัน ไปจนถึงลูกจ้างในบาร์ที่ไม่มีใครพบเบาะแสของพวกเขาอีกเลย อย่างไรก็ตามเดือนกันยายน 1938 ชายรายหนึ่งให้เบาะแสที่จะไขปริศนาทั้งหมดว่า โจ บอล ลงมือหั่นศพมนุษย์แล้วโยนเนื้อให้จระเข้กิน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่กำลังจะนำตัวเขาไปสอบสวน เขาคว้าปืนที่ซ่อนอยู่ในบาร์มายิงหัวตัวเองจนเสียชีวิต ถือเป็นการปิดตำนานฆาตกรที่ลงมือได้สยดสยองคนหนึ่งของอเมริกา

 

เครดิตข้อมูล kapook.com