เปิดตำนานวีรบุรุษผู้หยุดสงครามโลกครั้งที่ 3 ชายผู้ยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ได้สำเร็จด้วยการ “นั่งเฉยๆ”

เรื่องราวที่จะนำเสนอในวันนี้ถือได้ว่าเป็น “ตัวกำหนดอนาคตของมวลมนุษยชาติ” เลยก็ว่าได้ เพราะหากตัดสินใจพลาดเพียงนิดเดียวโลกคงสูญสิ้นไปแล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรจะน่าสนใจขนาดไหนไปอ่านกันเลย

 

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบสิ้นลง

มนุษย์ได้รู้จักกับอาวุธชนิดใหม่ที่มีอานุภาพรุนแรง ที่สามารถจะทำลายสิ่งมีชีวิตและสิ่งก่อสร้างให้ล้มตายและพังราบเป็นหน้ากลองได้เป็นสิบๆ กิโลเมตรจากการโจมตีเพียงครั้งเดียว อาวุธชนิดนั้นก็คือ “ระเบิดนิวเคลียร์”

 

บรรดาชาติมหาอำนาจที่ผงาดขึ้นมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ก็ตั้งหน้าตั้งตาในการพัฒนาอาวุธชนิดนี้ขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ “ต้องมี”

 

ในช่วงสงครามเย็นที่มีการแบ่งฝ่ายกันระหว่างโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ มีผู้เชี่ยวชาญในขณะนั้นได้คาดการณ์ไว้ว่าจุดจบของโลกจะเกิดขึ้นถ้าบรรดาประเทศที่ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์นำมันมาโจมตีกัน ซึ่งสถานการณ์ในขณะนั้นเรียกได้ว่าตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง

 

บรรดาประเทศที่ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์นอกจากจะพัฒนาระบบโจมตีแล้วยังได้มีการพัฒนาระบบเตือนภัยนิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน ซึ่งระบบนี้สามารถที่จะเตือนให้รู้ว่าอีกฝ่ายได้ทำการยิงระเบิดนิวเคลียร์เข้ามาในอาณาเขตของตนหรือไม่ หากมีการยิงเข้ามาก็จะได้ตอบโต้ได้ทันทวงที (การป้องกันนั้นก็มีเพียงอย่างเดียวนั่นคือการยิงกลับไป)

 

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกือบทำให้โลกต้องพบจุดจบได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่ทว่าโชคดีที่มีชายผู้หนึ่งได้ช่วยชีวิตคนนับพันล้านจากสงครามนิวเคลียร์เอาไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ย้อนกลับไปในปี 1983

โลกทั้งใบต้องตกอยู่ในความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต เมื่อทางโซเวียตได้ทำการโจมตีเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบินโคเรียนแอร์ไลน์ที่บรรทุกผู้โดยสารจำนวน 269 คน จากนิวยอร์กเพื่อไปสู่จุดหมายที่กรุงโซล เกาหลีใต้

 

โดยเครื่องบินลำนี้ถูกยิงจากเครื่องบินขับไล่ SU-15 เนื่องจากความเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินสอดแนมจนทำให้เครื่องบินระเบิดกลางอากาศ แน่นอนว่าชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือทั้งลำต้องจบสิ้นลงในทันที

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โรนัลด์ เรแกน ต้องออกมาเรียกร้องให้ทางโซเวียตรับผิดชอบต่อการกระทำที่โจมตีเครื่องบินพลเรือน แต่ไร้การตอบสนองจนทำให้เกิดความตึงเครียดของสองขั้วอำนาจมากขึ้นทุกที และข่าวลือก็เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะเกิด “สงครามนิวเคลียร์” แน่นอนทางโซเวียตก็เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบและพร้อมจะตอบโต้กลับทันที

 

วันที่ 26 กันยายน 1983

พันตรีสตานิสลาฟ เปตรอฟ ซึ่งทำหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศูนย์บัญชาการรบนิวเคลียร์ได้รับสัญญาณเตือนจากระบบแจ้งเตือนการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ว่า “ขณะนี้มีขีปนาวุธขนาดใหญ่จำนวน 5 ลูก ซึ่งคาดว่าบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์กำลังพุ่งตรงเข้ามาที่โซเวียต” ซึ่งแน่นอนว่ามันถูกยิงมาจากอเมริกา

 

ตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศูนย์บัญชาการนิวเคลียร์ต้องทำเมื่อได้รับสัญญาณเตือนนั้นก็คือ การแจ้งไปที่ผู้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็จะรายงานต่อไปยังประธานาธิบดีเพื่อให้ “ยิงตอบโต้ทันที”

 

แต่พันตรีสตานิสลาฟนั้นเลือกที่จะเงียบเพราะเขาคิดว่า “มันดูแปลกๆ” ปกติแล้วการที่จะเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์นั้น ต้องทำเพื่อถล่มฝ่ายตรงข้ามให้ย่อยยับในทีเดียวจนถึงขั้นไม่สามารถตอบโต้ได้อีก ไม่เช่นนั้นก็จะถูกยิงกลับด้วยนิวเคลียร์เช่นกัน (ยิงไปยิงกลับพังทั้งคู่)

 

การที่จะยิงมาเพียง 5 ลูกนั้นมันดูไม่สมเหตุสมผล ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้พันตรีสตานิสลาฟเลือกที่จะนั่งเงียบเพื่อตัดสินใจ เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติทั้งโลกเลยทีเดียว

 

หลังจากที่พันตรีสตานิสลาฟนั่งครุ่นคิดอยู่สักพักเขาก็ตัดสินใจที่จะแบกเรื่องนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวซึ่งนั่นก็เหมือนกับการเอาอนาคตและชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันด้วยเช่นกันหากระเบิดทั้ง 5 ลูกที่กำลังพุ่งตรงมาดังเช่นสัญญาณเตือนบอกมันเป็นเรื่องจริง เขาคงไม่พ้นการถูกยิงเป้าฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่แน่นอน

 

เมื่อเวลาผ่านไป

ไม่มีการรับแจ้งใดๆ จากหน่วยงานอื่นๆ ว่าเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่ใด พันตรีสตานิสลาฟจึงโล่งใจที่สิ่งที่เขาคิดมันเป็นจริง จึงทำการรายงานสัญญาณที่เกิดขึ้นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อให้ตรวจสอบดาวเทียมและอุปกรณ์ ผลจากการตรวจสอบก็พบว่าเป็นความผิดพลาดของดาวเทียมที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนของแสงแดดบนเมฆที่ทำให้ดาวเทียมเกิดการสับสน

 

เรื่องราวทั้งหมดนั้นถูกปิดเอาไว้เป็นความลับและพันตรีสแตนนิลาฟไม่ได้รับรางวัลปูนบำเหน็จใดๆ จากเหตุการณ์นี้ จนกระทั่งในปี 1998 หลังจากที่พันตรีสตานิสลาฟเกษียณอายุได้ 14 ปี เรื่องราววีรกรรมที่ช่วยในการหยุดยั้งไม่ให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ก็ถูกเปิดเผยออกมา

 

พันตรีสสตานิสลาฟได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ช่วยโลกจากสงครามนิวเคลียร์” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าไม่ได้การตัดสินใจของพันตรีสตานิสลาฟในวันนั้นสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็คงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และโลกของเราคงไม่ได้เป็นแบบทุกวันนี้………

 

ทฤษฎีสมคบคิดของเหตุการณ์ครั้งนี้

อนึ่งเรื่องราวนี้ยังถูกวิเคราะห์ไปในแนวอื่นว่านี่อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มที่ต้องการจะให้เกิดสงครามโลก เพราะในกรณีแสงแดดสะท้อนไปที่ดาวเทียมของโซเวียตนั้นถือว่า “เป็นไปได้ยากมาก” ซึ่งอาจจะมีกลุ่มก่อการร้ายที่ไหนสักแห่งต้องการที่จะยุยงให้เกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ

 

เครดิตข้อมูล SpokeDark.TV

แบ่งปัน