ตายเป็นล้าน!! ย้อนรอยการสังหารหมู่สุดโหดที่ “รวันดา” เมื่อปี 1994

เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก จะต้องมีชื่อของประเทศ “รวันดา” รวมอยู่ในนั้นด้วย สาเหตุของการฆ่าหมู่ในครั้งนี้เพียงเพราะ “ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละเผ่า”

 

“รวันดา” เป็นประเทศเล็กๆ ในทวีปแอฟริกา

 

ทั้งที่เป็นประชาชนในประเทศเดียวกัน แต่ด้วยเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างเบลเยียม ใช้นโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” มาใช้ในรวันดา แต่เดิมที่ชนเผ่าใหญ่ๆ ของรวันดาจะมี เผ่าทุตซี และ เผ่าฮูตู (เผ่าฮูตูเป็นเผ่าที่มีจำนวนประชากรเยอะกว่า)

 

ก่อนหน้านั้นระหว่างสองเผ่าก็อยู่กันเป็นปกติแม้จะมีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็เหมือนกับคนที่อยู่กันคนละจังหวัดไม่พอใจอะไรก็คิดว่าไม่ชอบไอ้พวกนี้แค่นั้น แต่พอเบลเยียมใช้นโยบายดังกล่าว ปัญหาของทั้งสองเผ่าพันธุ์ก็เริ่มปะทุขึ้น

ลักษณะชาวทุตซี่แบบดั้งเดิม

 

การดำเนินนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ทำให้เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจน เผ่าทุตซี่จะเป็นเผ่าที่ได้รับอภิสิทธิ์อยู่เสมอ ทำงานราชการ งานโรงแรม เป็นเผ่าที่มีฐานะ

 

ตรงกันข้ามกับเผ่าฮูตูจะเป็นพวกคนใช้แรงงาน สวัสดิการใดๆ จากรัฐบาลก็ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

จนถึงขนาดมีการทำบัตรประจำตัวประชาชนที่เขียนลงไปเเลยว่าเจ้าของบัตรอยู่เผ่าอะไร จนเกิดความเกลียดชังกันอยู่ในใจ แต่เหตุการณ์ก็ยังดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

ภาพบัตรประจำตัวของชาวรวันดาที่ระบุว่าผู้ถือบัตรอยู่เผ่าอะไร

 

หลังรวันดาได้รับเอกราชในปี 1962 ความเกลียดแค้นชิงชังก็ยังคงอยู่ในความรู้สึกของชาวฮูตู เหตุการณ์เริ่มปะทุขึ้นเมื่อกษัตริย์รวัดาที่เป็นชาวเผ่าทุตซีถูกยึดอำนาจ และผู้นำที่มาจากเผ่าฮูตูได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี

 

เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ความเกลียดชังโหมกระพือขึ้น โดยผู้นำคนใหม่ปลุกระดมให้ชาวฮูตูเกลียดชังชาวทุตซี่ รวมไปถึงนักการเมืองคนอื่น และสื่อที่ช่วยกันพัดกระพือไฟแห่งความเกลียดชังกันอย่างเมามัน

ตัวอย่างโปสเตอร์ที่ช่วยเติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชัง ในปี 1991 เนื้อหาประมาณว่า “ถืออาวุธอะไรสักอย่างเข้าไปจัดการกับแมลงสาบนั้นถือว่าทำความดี” คนในภาพนี้คือประธานาธิบดีคนที่ 2 แห่งรวันดา

 

เหตุการณ์ได้มาถึงจุดแตกหัก ปี 1994 กลุ่มชาวฮูตูหัวรุนแรงที่ไม่ต้องการอยู่ร่วมกับชาวทุตซี่อีกต่อไป และมองว่ารัฐบาลไม่มีความสามารถในการจัดการกับพวกทุตซี่อย่างเด็ดขาด

 

จึงได้เริ่มจากการสังหารประธานาธิบดีก่อน และจัดการนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนประธานาธิบดีให้ตายตกไปตามกัน เมื่อยึดอำนาจได้โดยสมบูรณ์แล้ว..…เหตุการณ์สังหารหมู่จึงเริ่มขึ้น!!

 

เหล่าเพชฆาตพร้อมแล้ว

 

ถ่ายรูปยังกับเป็นบอยแบนด์

 

เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้จบภายใน 1 วันหรือ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน ทั้งหมดรวมเวลาถึง 3 เดือนกว่าเหตุการณ์นี้จะสงบลง หลายคนคงจะสงสัยว่าพวกหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติอย่างสหประชาชาติ (UN) ไปไหนเสียล่ะ????

 

เอาจริงๆ คงเป็นความโชคร้ายของชาวรวันดาที่สหประชาชาติหรือหน่วยงานใดๆ ก็ไม่สามารถที่จะยื่นมือเข้าไปแทรกแซงหรือจัดการกับคนพวกนี้ได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในประเทศนั้นๆ สหประชาชติทำได้เพียงส่งคนเข้าไปตรึงกำลังปกป้องค่ายผู้ลี้ภัยเท่านั้น อย่างอื่นนอกจากนี้ไม่สามารถทำได้

+++

 

แล้วโชคไม่ดีอีกอย่างที่รวันดาเป็นประเทศที่ไม่มีน้ำมันหรือทรัพยากรอย่างอื่นมากพอ บรรดาชาติมหาอำนาจเลยไม่สนใจที่จะดิ้นรนเข้าไปช่วย (ถ้าประเทศนี้มีน้ำมัน ความช่วยเหลือจะเหลือล้น ลองดูอิรักเป็นตัวอย่างสิ) จึงทำให้เกิดภาพแบบนี้ขึ้น

+++

 

ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เปิดเผยภายหลังพบว่ามีจำนวนมากกว่า 1.1 ล้านคน ในระยะเวลาแค่ 3 เดือน ต้องฆ่าวันละเกือบๆ 13,000 คน เลยทีเดียว จำนวนศพมีมากจนต้องวางไว้ข้างทาง

+++

 

อาวุธที่เหล่าฮูตูสายโหดใช้ก็ง่ายๆ เพียงแค่มีดสปาร์ตาคนละ 1 เล่ม ส่วนผู้รอดชีวิตก็น่าสงสารเช่นกัน มีผู้รอดชีวิตประมาณ 3 แสนกว่าคน ทว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ถูกข่มขืนและติดเชื้อ HIV (ตายทั้งเป็น)

 

เศษกองอาวุธที่ใช้ภายในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

เศษกองอาวุธที่ใช้ภายในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

ภาพนี้คือเหยื่อที่รอดชีวิตจากทุ่งสังหารแห่งนี้

+++

+++

 

เหตุการณ์นี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อว่า “Hotel Rwanda” อ้างอิงจากเรื่องจริงสถานที่จริง ใครสนใจก็หามาชมกันได้

 

ดูแล้วก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย ไม่ว่าจะที่ไหนบนโลกก็ตาม

 

ติดตามเรื่องราวแปลกๆ จากทั่วโลกได้ที่นี่

“ถ้ามีเครื่องหมายถูกแล้ว ไม่ต้องกดนะครับเพราะจะกลายเป็น Unlike”

อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมด้านล่างครับ

 

เครดิตข้อมูล yaklai.com

คิดเห็นอย่างไรล่ะ?

แบ่งปัน