5 การทดลองสุดโหดในหน้าประวัติศาสตร์ที่ “ใช้มนุษย์แทนหนูทดลอง”

การทดลอง นับว่าเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษา การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ยาต่างๆ สิ่งมีชีวิตที่ถูกใช้ในการทดลองมีทั้งสัตว์ไปจนถึงมนุษย์ แม้ปัจจุบันการทดลองในมนุษย์ยังเป็นสิ่งต้องห้าม เช่นเดียวกับในอดีต

 

แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่พยายามจะทดลองกับมนุษย์โดยตรง จนกลายเป็นความโหดร้ายที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก และนี่คือ 5 การทดลองสุดโหดในหน้าประวัติศาสตร์ที่ “ใช้มนุษย์แทนหนูทดลอง”

 

#1 การทดลองนักโทษแห่งสแตนฟอร์ด (Stanford Prison Experiment)

ในปี 1971 มีการทดลองด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำโดยนักจิตวิทยา ฟิลิป ซิมบาร์โด เพื่อศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในภาวะถูกจองจำจากทั้งฝ่ายผู้คุมและนักโทษ

10. การทดลองนักโทษ1

 

สถานที่ทดลองคือห้องใต้ดินของตึกคณะจิตวิทยา โดยแบ่งนักศึกษาอาสาสมัครจำนวน 20 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม ให้รับบทบาทสมมุติที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกเป็นผู้คุมนักโทษ และกลุ่มที่สองเป็นนักโทษ

 

ทั้งสองฝ่ายปรับตัวให้สมกับบทบาทที่ตนรับมอบหมายอย่างรวดเร็ว ทว่าทุกอย่างกลับถลำลึกล้ำเส้นไปเกินกว่าสิ่งที่คาดคิดไว้แต่แรก เมื่อหนึ่งในสามของผู้คุมเมามันกับบทบาทตัวเองมากไป จนแสดงสัญชาตญาณแห่งความป่าเถื่อนของตนออกมานักโทษหลายรายโดนซ้อมจนร่างกาย และจิตใจบอบช้ำ โดยในจำนวนนี้ 2 ราย ถึงกับต้องถูกนำตัวออกจากการทดลองมาก่อนใคร (บางรายงานเผยว่าเสียชีวิต)

 

ในที่สุดแล้วซิมบาร์โดหวั่นเกรงเหตุการณ์จะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม ตัดสินใจยุติการทดลองกลางคัน ไม่มีคำสรุปผลใดๆ ต่อการทดลองออกมา นอกจากสิ่งที่ทำให้ตระหนักได้อย่างดีว่า “มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายลงได้เพียงใดเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ”

10. การทดลองนักโทษ2

 

#2 การทดลองปีศาจว่าด้วยเรื่องเด็กติดอ่าง (The Monster Study)

การทดลองปีศาจนี้ เกิดขึ้นในปี 1939 เป็นการทดลองของเวนเดลล์ จอห์นสัน จากมหาวิทยาลัยไอโอวา ที่กระทำกับเด็กกำพร้า 22 คน ในเมืองเดนเวอร์พอร์ต จอห์นสันได้เลือก แมรี่ ทิวดอร์ ลูกศิษย์ระดับบัณฑิตของตนให้ทำหน้าที่ดำเนินการทดลองโดยมีตัวเองนั่งแท่นเป็นที่ปรึกษา

9. การทดลองปีศาจ1

 

เมื่อการทดลองเริ่มขึ้น เด็กๆ ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกทิวดอร์จะพูดด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ชื่มชมในสิ่งที่เด็กๆ พูดออกมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งกลับได้รับวาจาดูถูกเหยียดหยามต่อทุกสิ่งที่พวกเขาพูด และบอกว่าพวกเขาเป็นเด็กพูดติดอ่าง เมื่อจบการทดลอง ปรากฏว่าเด็กในกลุ่มหลังกลายเป็นคนมีปัญหาทางจิตและประสบปัญหาด้านการพูดไปช่วงระยะหนึ่งของชีวิต

9. การทดลองปีศาจ

 

การทดลองนี้ได้รับการตั้งชื่อจากเพื่อนของจอห์นสันว่าเป็นการทดลองปีศาจ (The Monster Study) จากการใช้มนุษย์ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าเป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของตนเอง การทดลองนี้ถูกปิดเป็นความลับมาเนิ่นนาน แต่ในที่สุดมหาวิทยาลัยไอโอวาก็ได้ออกแถลงขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อปี 2001

 

#3 Project 4.1 : ปล่อยเกาะมรณะ (Project 4.1)

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีโครงการทดลองทางการแพทย์ โดยการนำประชาชนจำนวนหนึ่งไปปล่อยบนเกาะมาร์แชล (Marshalls) เพื่อสัมผัสกัมมันตภาพรังสีที่ออกมาจากเหตุการณ์ “แคสเซิลบราโว” (Castle Bravo) การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1954

8. Project 4.1

 

ผลปรากฎว่าเกาะแห่งนี้ได้รับปริมาณรังสีนี้มากกว่าที่คาด ผู้ทดลองได้รับกัมมันตภาพรังสีอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ในระยะแรกผู้เข้าร่วมโครงการยังปกติ แต่อีกไม่กี่ปีต่อมา พวกเขาก็แท้งบุตร เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เด็กที่เกิดมามีความผิดปกติต่าง ฯลฯ โครงการนี้ถูกประจานว่าเป็น “โครงการที่ใช้คนเป็นหนูตะเภาทดสอบรังสี”

8. Project 4.11

+++

 

#4 การทดลองควบคุมจิตใจเอ็มเคอัลตรา (Project MKULTRA)

โปรเจคท์เอ็มเคอัลตรา (MKULTRA หรือ MK-ULTRA) เป็นรหัสชื่อการทดลองควบคุมจิตใจของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ เริ่มต้นในยุค 50 และไปสิ้นสุดในปลายยุค 60 จุดประสงค์แรกเริ่มคือการพัฒนาอาวุธชีวภาพ ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการศึกษาหาวิธีการควบคุมจิตใจไปจนถึงพยายามเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของสมองคน

 

ซึ่งนอกจากจะใช้กลยุทธ์สารพัดวิธีเท่าที่จะทำได้ในการชักจูงจิตใจคน หลักฐานจำนวนหนึ่งยังชี้ว่าการทดลองครั้งนี้มีการใช้ยาเสพติดหลายขนาน รวมถึง LSD ซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรงกับผู้ร่วมการทดลอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหนูทดลองในคราบมนุษย์หลายคนไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนกลายเป็นเหยื่อการทดลอง

7. การทดลองควบคุมจิตใจ1

 

LSD ถูกนำไปแฝงให้เข้าสู่ร่างกาย ของทั้งพนักงานซีไอเอเอง ตลอดจนทหาร แพทย์ เจ้าหน้าที่รัฐ โสเภณี ผู้ป่วยทางจิต หรือแม้แต่บุคคลทั่วๆ ไป เพื่อที่จะสังเกตปฏิกิริยาของคนแต่ละประเภทเมื่อได้รับสาร LSD สู่ร่างกายจะเป็นอย่างไร

 

แต่ก็ดังที่กล่าวไว้ว่าบุคคลจำนวนมากไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Code) ว่าด้วยการทดลอง ที่สหรัฐฯ ตกลงเห็นชอบด้วยนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

7. การทดลองควบคุมจิตใจ

 

แน่นอนว่ากระแสระแคะระคายถึงโปรเจคท์ทดลองที่ไร้จริยธรรมนี้จะนำชื่อเสียและความยุ่งยากมาสู่องค์กร ในปี 1973 ริชาร์ด เฮล์มส์ ผู้บัญชาการซีไอเอในขณะนั้นจึงมีคำสั่งให้ทำลายเอกสารทุกอย่างเกี่ยวกับโปรเจคท์ดังกล่าวลง ทำให้ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าซีไอเอเคยมีการทดลองดังกล่าวขึ้นจริง

 

#5 โปรเจคท์เปลี่ยนเพศ กำจัดคนรักร่วมเพศในหมู่ทหาร (The Aversion Project)

Aversion Project หรือโปรเจคท์เปลี่ยนเพศ เกิดขึ้นระหว่างปี 1970 และ 1980 ที่โรงพยาบาลทหาร Voortrekkerhoogte ในแอฟริกาใต้ เหล่าทหารเกณฑ์ผิวขาวทั้งหญิงและชายที่ถูกพบว่ามีพฤติกรรมรักร่วมเพศ จะถูกส่งตัวไปรับการ “กลับเพศ” ที่นี่

 

โดยใช้วิธีการตั้งแต่การใช้การบำบัดทางจิตวิทยา ให้ฮอร์โมน ไปจนถึงการช็อตด้วยไฟฟ้า ใครที่ผ่านกระบวนการ “รักษา” แล้วยังไม่หาย จะถูกให้สารเคมีเพื่อทำให้เป็นหมันหรือนำตัวเข้าผ่าตัดแปลงเพศ

6. โปรเจคท์เปลี่ยนเพศ3

 

นี่เป็นโปรเจคท์ลับสุดยอดเพื่อการกำจัดพวกรักร่วมเพศให้หมดไปจากกองทัพ เชื่อกันว่ามีผู้ถูกส่งตัวเข้ารับการเปลี่ยนเพศราว 900 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 14-26 ปี

 

ดอกเตอร์ออเบรย์ เลวิน แพทย์ทหารผู้ดูแลโปรเจคท์ลับดังกล่าว ได้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาภาคนิติเวชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคัลการี ในแคนาดา ก่อนจะถูกพิจารณาให้พ้นสภาพอาจารย์ในเดือนมีนาคม 2010 พร้อมกับการถูกยึดใบประกอบวิชาชีพและได้รับการพิจารณาโทษว่ามีความผิดจริงฐานกระทำความผิดทางเพศ

6. โปรเจคท์เปลี่ยนเพศ2

 

 

เครดิตข้อมูล kapook.com

คิดเห็นอย่างไรล่ะ?

แบ่งปัน