ย้อนรอยปฏิบัติการ “ชิงตัวประกัน..เด็ดหัวก็อดอาร์มี่” เรื่องจริงที่ราชบุรี ปี พ.ศ.2543

วันนี้ WTF in the World จะพาย้อนไปอ่านเหตุการณ์จริงสุดระทึกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีประชาชนทั้งประเทศต่างลุ้นและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทางการ ในการบุกช่วยตัวประกันที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี รายละเอียดเป็นอย่างไรเชิญติดตามได้เลย

 

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อ…..เช้าตรู่ 24 มกราคม 2543

กองกำลังไม่ทราบฝ่ายติดอาวุธสงครามครบมือ บุกเข้าไปยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี อ.เมืองราชบุรี พร้อมจับแพทย์ พยาบาล และคนไข้ เกือบ 600 ชีวิต เป็น “ตัวประกัน”

 

ความสับสนอลหม่าน..เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี นานกว่า 2 ชั่วโมง ในที่สุดก็ทราบว่า กองกำลังที่บุกเข้ายึดโรงพยาบาลคือ “กลุ่มก็อดอาร์มี่” จำนวน 10 คน ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนหนึ่งของ “กะเหรี่ยงดีเคบีเอ” ที่มีฐานที่มั่นอยู่ตามตะเข็บแนวชายแดน จ.ราชบุรี

 

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สมัยนั้น ถูกมอบหมายจากรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” (นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น) ให้เป็น “ผู้บัญชาการแก้ไขวิกฤต” เมื่อได้ทราบข้อมูลทั้งหมดแล้วก็มีการประชุมนัดพิเศษเพื่อแก้ไขสถานะการณ์ทันที โดยมี “ผู้บริสุทธิ์” หลายร้อยชีวิตเป็นเดิมพัน

ภาพนายชวน หลีกภัย (นายกรัฐมนตรี)

 

เมื่อผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง.. ที่ประชุมมีมติตั้ง “พล.อ.สุรยุทธ์” เป็นผู้บัญชาการแก้ไขวิกฤตจับตัวประกัน..

ภาพ พล.อ.สุรยุทธ์

 

24 มกราคม 2543 เวลา 10.30 น.

เฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ฝึกรุ่นแมลงปอ นำ พล.อ.สุรยุทธ์ พร้อม พ.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข ฝ่าย เสธ.คู่ใจ ทะยานขึ้นจากดาดฟ้าชั้น 7 กองบัญชาการกองทัพบก ใช้เวลาไม่นาน ฮ.ก็ลงจอด ภายในสนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี ซึ่งถูกเนรมิตเป็นกองบัญชาการเพื่อแก้ไขวิกฤต โดยมี พล.ต.อ.ประชา พล.ท.ทวีป สุวรรณสิงห์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.อาภรณ์ กุลพงษ์ เจ้ากรมการทหารช่าง และผู้ว่าฯราชบุรี มารอรับพร้อมรายงานสถานการณ์อย่างละเอียด

 

การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นคือ ส่งเจ้าหน้าที่จาก สมช. เข้าไปเกลี้ยกล่อมเพื่อให้คนร้ายปล่อยตัวประกัน “แรกๆ เราขอส่งอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งจำเป็นสำหรับคนไข้และทุกคน ขณะเดียวกัน ก็จะพยายามหาข่าวไปด้วยว่าคนร้ายมากี่คน มีอาวุธมากน้อยแค่ไหน จากจุดนี้เราได้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าคนร้ายมีทั้งหมดกี่คน”

 

24 มกราคม 2543 เวลา 12.00 น.

ความพยายามในการ “เจรจา” กับกลุ่มก่อการร้ายให้ยอมมอบตัว ก็เริ่มต้นขึ้น จากชั่วโมงหนึ่ง…ต่อไปอีกชั่วโมงหนึ่ง เข็มนาฬิกาไม่หยุดเดิน เช่นเดียวกับการเจรจาที่ไม่หยุดนิ่ง แต่ “คำตอบ” ที่ได้รับยังล้มเหลว..กระนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายาม..

 

24 มกราคม 2543 ล่วงเลยถึงพลบค่ำ

ดูท่าจะไร้วี่แววว่า “ตัวประกัน” จะได้รับอิสรภาพ จึงเริ่มคิดปรับเปลี่ยน “แผนใหม่” มีการเรียกหน่วยจู่โจมชั้นยอดของประเทศ ทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษพลร่มป่าหวาย จากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี (ฉก.90) หน่วยนเรศวร 261 จากหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน หน่วยอรินทราช 26 จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยคอมมานโดจากกองปราบฯ มา “สแตนบายด์” เพื่อเตรียมปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด..!!

 

“ก๊อดสอาร์มี่ พยายามตั้งเงื่อนไขในการเจรจาหลายๆ อย่าง ซึ่งพิจารณาแล้วไม่สามารถทำตามได้ อย่างการขอ ฮ.พร้อมแพทย์ 10 คน เพื่อนำไปรักษานักรบก๊อดสอาร์มี่ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทหารพม่า

ขอให้ไทยและพม่ายกเลิกการวางกำลังปิดล้อมชายแดน เพื่อให้พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวในบริเวณนี้ได้สะดวก ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ การขอให้ไทยปล่อยนักรบก็อดอาร์มี่ที่ถูกจับคืนถิ่น ซึ่งข้อเสนอทั้งหมด ยากที่จะยอมได้”

 

ห้วงนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ได้รับรายงานว่า ภายในเริ่มมีการเคลื่อนไหว… คนร้าย 7 คนร้าย ต้อนตัวประกันกว่า 200 คน หลบขึ้นไปบนชั้น 2 ภายในตึกอำนวยการ ขณะที่อีก 2- 3 คน ลงมาดูความเรียบร้อยบริเวณชั้นล่าง พร้อมจัดการวางระเบิดตามประตูทางเข้าออก และจุดต่างๆ หลายแห่ง

 

24 มกราคม 2543 เวลา 22.00 น.

“ชวน หลีกภัย” บินด่วนจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วย พล.ต.สนั่น และ พล.อ.มงคลมายังค่ายภาณุรังษี ภายในกรมการทหารช่าง เพื่อหารือถึงข้อเสนอซึ่งเป็น “ทางออกสุดท้าย” ให้กับกลุ่มนักรบก็อดอาร์มี่ “หลังการประชุม ทางออกก็คือ การขอให้ก็อดอาร์มี่วางอาวุธและยอมมอบตัว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไทยจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวแต่จะส่งเรื่องให้ศาลโลก เป็นคนตัดสินเพื่อความเป็นธรรม”

 

นั่นคือข้อเสนอ ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ก็ไม่มั่นใจนักว่าจะ “ได้ผล” และมันก็จริงอย่างที่คิด..ไม่มีคำตอบใดๆ จากฝ่าย “ก็อดอาร์มี่” หลังได้รับข้อเสนอ..

 

24 มกราคม 2543 เวลา 23.15 น.

สถานการณ์มาถึง “ทางตัน” ไม่พบ “ทางสว่าง” ในการแก้ไขปัญหา “ชวน หลีกภัย” จึงหันไปขอความเห็นจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บัญชาการฯ ใช้เวลาประเมินสถานการณ์ในใจอย่างถี่ถ้วนพอสมควร .. ที่สุดก็เผย “การตัดสินใจ” ครั้งสำคัญให้ที่ประชุมรับทราบ

“ตอนนั้นได้ชี้แจงว่า เราพยายามเจรจาทุกวิถีทางอย่างดีที่สุดแล้ว เราจำเป็นต้องใช้กำลังเข้าชิงตัวประกัน เพราะขืนปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 24 ชั่วโมง ตัวประกันจะมีปัญหาเพราะว่าเป็นคนป่วยทั้งหมด ขณะที่หมอ พยาบาลก็จะไม่ไหว ผู้ป่วยอีก 400 คน ที่เหลือ ซึ่งกระจายอยู่ตามตึกต่างๆ ก็จะลำบาก เพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หากไม่ดำเนินอะไร ทุกอย่างก็จะเลวร้ายหนัก”

 

ทุกคนในที่ประชุม..นิ่งเงียบ มองหน้ากันไปมา เพราะรู้อยู่แล้วว่า ปฏิบัติการขั้น “แตกหัก” จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า หลังไร้ทางเลือก ความจำเป็นที่จะต้องใช้ “วิธีรุนแรง” เข้าแก้ปัญหา จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..!

จากนั้นคณะ..แผนปฏิบัติการก็ได้เริ่มต้นขึ้น “ตอนนั้น มีการเตรียมให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (รมว.มหาดไทย ขณะะนั้น) สัมภาษณ์สื่อว่า รัฐบาลไทยจะเปิดเจรจาใหม่ในเช้าวันพรุ่งนี้ (25 มกราคม) แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือกุศโลบายล่อหลอกให้ก็อดอาร์มี่ตายใจ” นั่นคือหนึ่งในแผนปฏิบัติการ จากนั้นไม่กี่อึดใจ ปฏิบัติการ “ชิงตัวประกัน..เด็ดหัวก็อดอาร์มี่” ก็เริ่มต้นขึ้น….

ล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.มหาดไทย

 

24 มกราคม 2543 เวลา 23.45 น.

พล.อ.สุรยุทธ์ เรียกทุกหน่วยมาฟังแผน “ผมเน้นทุกคนต้องทำตามแผน ต้องละเอียด รอบคอบ และรัดกุม กำชับหน่วยกล้าตายทุกนายให้ใช้แค่อาวุธปืนพก หรือปืนสั้นเท่านั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ ห้ามหยิบ เอ็ม-16 หรือเอชเค ออกมาใช้เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดลูกหลง แฉลบไปถูกตัวประกันบาดเจ็บล้มตายได้ ที่สำคัญปฏิบัติการนี้ห้ามเกิดข้อผิดพลาดอย่างเด็ดขาด”

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

 

25 มกราคม 2543 เวลา 03.00 น.

เริ่มต้นปฏิบัติการ เราเริ่มจากการออกอุบายทำทีให้ พล.ท.ทวีป เปิดแถลงข่าวความคืบหน้าเหตุการณ์ให้สื่อทราบ ภายในโรงยิมเนเซียมเพื่อกันสื่อ ไม่ให้เข้าไปวุ่นวายและถ่ายภาพที่อาจทำให้คนร้ายรู้ตัว”

จากนั้นกำลังทั้งหมดรุกคืบเข้าไปประจำตามจุด..!! แม้จะตัดอุปสรรคเรื่องสื่อออกไปได้ แต่ระหว่างการถ่ายกำลังเข้ายึดที่หมาย ประจำตามจุดต่างๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!! จู่ๆ มีเสียงสุนัขเห่าขึ้นมา (แผนเกือบแตก) ทำให้ต้องถอนกำลังและตั้งหลักกันใหม่

 

25 มกราคม 2543 เวลา 05.00 น.

การเข้ายึดต้องเลื่อนออกไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมง เวลา 05.00 น. คือกำหนดเวลาจู่โจมครั้งใหม่ ทุกอย่างเดินตามแผนเดิม เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถคืบคลานเข้าสู่ที่หมายอย่างไร้อุปสรรค 05.15 น. เมื่อทุกหน่วยพร้อม ปฏิบัติจึงเริ่มขึ้น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

 

“เราเริ่มจากการจุดถังน้ำมันให้ระเบิดบริเวณสนามกีฬาหน้าโรงพยาบาล เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนร้าย จังหวะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็เปิดฉากลุยด้วยการขว้าง สตั๊นบอร์ม (ระเบิดสีและแสงนำทาง) โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยกล้าตายที่รุกคืบเข้าไปฝังตัวอยู่ตามชายคา กันสาด ในระยะทำการของปืนพก”

 

จากนั้นก็ฉวยโอกาสกรู เข้าจู่โจมใส่คนร้ายแบบสายฟ้าแลบ เป็นปฏิบัติการสายฟ้าแลบที่ พล.อ.สุรยุทธ์ย้ำว่า ขนาดนักรบก็อดอาร์มี่ที่เก่งๆ เพราะผ่านการฝึกมาอย่างช่ำชอง ยังหมดสิทธิชักอาวุธตอบโต้ เพราะกว่าจะรู้ตัวทั้งหมดก็กลายเป็นร่าง “ไร้วิญญาณ” เสียแล้ว

 

ใช้เวลาปฏิบัติการไม่ถึง 15 นาที

ทุกอย่างก็บยุติ ..โดยไม่มี “ตัวประกัน” ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว “หลังจุดระเบิดทุกจุดที่ประจำการอยู่ก็เข้าพร้อมกันหมด เสียงปืน เสียงของการยิงต่อสู้ก็ดังไม่มาก ไม่ถึงระงม เพราะส่วนใหญ่ใช้ปืนพก จะมีก็บริเวณชั้นล่างที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ปืนกล เนื่องจากคนร้าย คนหนึ่งได้วิ่งหนีเข้าไปอยู่ในห้องน้ำของตึก และมีการขว้างระเบิดออกมา เจ้าหน้าที่จึงใช้ปืนกลกราดยิงเข้าไป แต่ตรงนั้นไม่มีตัวประกันอยู่”

 

25 มกราคม 2543 เวลา 05.40 น.

สิ้นเสียงปืน ทหาร ตำรวจรีบรุดเข้าเคลียร์พื้นที่ ปรากฏร่างนักรบก็อดอาร์มี่ 9 คน นอนเรียงรายจมกองเลือดในบริเวณไม่ห่างกัน ส่วนรายที่ 10 เสียชีวิตคาห้องน้ำหลังหลบหนีออกมาจากการปะทะเดือด จากการชันสูตรพลิกศพ ทั้งหมดมีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะในลักษณะ “เผาขน” และเสียชีวิตทันที

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

 

พล.อ.สุรยุทธ์ให้เหตุผลที่ต้องเด็ดชีพทหารพระเจ้า อย่างน่าฟัง.. “เป็นการยิงระยะประมาณ 4-5 เมตร หลักของการชิงตัวประกันเจ้าหน้าที่ทุกคนก็จะรู้อยู่แล้วว่า การชิงตัวประกันที่จะไม่ทำให้บาดเจ็บคือ ต้องยิงทีเดียว ยิงทีศีรษะทั้งหมด ผู้ก่อการร้ายต้องเสียชีวิตทันที นั้นคือวิธีที่ดีที่สุด ถ้ายิงแล้วนักรบก็อดอาร์มี่ไม่เสียชีวิต เขาก็อาจจะไปทำอะไรอย่างอื่น ที่อาจทำให้ตัวประกันอาจไม่ปลอดภัย อาจจะกดระเบิด หรือโยนระเบิดออกมา จุดนั้นอาจทำให้ตัวประกันบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้”

 

ถือเป็นยุทธวิธีสากล ที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก “เราทำเพื่อช่วยชีวิตคนของเรา แม้จะทำให้คนร้ายเสียชีวิต ในเหตุการณ์ที่คนของเราตกเป็นตัวประกันอยู่ 200-300 คน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราต้องทำ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในฐานะที่เป็นทหาร เวลารบถ้าเขาไม่ตาย เราที่ต้องตายเป็นธรรมดา”

 

บทสรุปของ “ชายชาตินักรบ” ที่แม้เหตุการณ์จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่เขายอมรับว่าในใจลึกๆ “กังวลใจ” อยู่ไม่น้อย เพราะผลของการปฏิบัติการครั้งนี้..ไม่รู้สังคมจะพิพากษาการตัดสินใจของเขาเป็น “บวก” หรือ “ลบ” แต่นั้นไม่สำคัญ เท่ากับการเซฟชีวิตหลายร้อยตัวประกันให้อยู่รอด ..โดยมิเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว..!!

ลักษณะการถูกยิงทั้งหมดคือ “การถูกยิงที่หัว” หรือ “Head Shot” ซึ่งเป็นลักษณะการยิงที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทั่วโลกนิยมใช้ในการชิงตัวประกัน

 

เครดิตข้อมูล คอลัมน์ ความทรงจำในวันวาน โดย ประชา หริรักษาพิทักษ์

แบ่งปัน