10 อันดับ เรื่องเข้าใจผิดที่ถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องที่หลายคนมักเข้าใจผิดและมีความรู้ที่ผิดมาช้านาน แม้หลายเรื่องได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด หากแต่กระนั้นหลายคนก็ยังไม่เปลี่ยนความเชื่ออยู่ดี และนี่คือ 10 อันดับ เรื่องเข้าใจผิดที่ถูกเล่าต่อกันมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์

 

อันดับ 10 Memory of a Goldfish

หลายคนมักมีความเชื่อว่าปลาทองเป็นสัตว์ที่มีความจำที่สั้นมาก โดยเชื่อว่าปลาทอมีความจำ แค่สองสามวินาทีก็ลืมไปแล้ว แต่ในความจริงจากผลการทดลองพบว่าปลาทองสามารถฝึกอบรมในการทดสอบความจำ มันสามารถใช้ความจำอันนี้หาทางออกจากเขาวงกตได้

10-1

 

นอกจากนี้ปลาทองยังมีความสามารถเรียนรู้ปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หรือคนอื่นๆ ที่ให้อาหารมัน เวลาที่พวกมันเห็นเจ้าของหรือใครก็ตามที่ให้อาหารมัน มันจะว่ายน้ำวนไปมา เพื่อขออาหารเสมอๆ

 

อีกทั้งมันยังเรียนรู้อันดับการจัดสังคมด้วย เช่น หากมีสมาชิกใหม่มาอยู่ตู้เดียวกัน พวกมันจะรับน้องใหม่โดยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อปลาที่มาใหม่อีกด้วย

 

อันดับ 9 Mary Magdalen was a Prostitute

ตั้งแต่นิยายเรื่อง The Da Vinci Code ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้เหล่าชาวคริสต์หรือคนทั่วไปมีความเข้าใจผิดมาก เพราะเอาเรื่องนิยายนี้เป็นที่ตั้ง ทั้งที่หลายเรื่องหลายข้อมูลในนิยายเรื่องนี้ มีหลายอย่างที่ข้อมูลผิดไปจากความเป็นจริง เช่น เรื่องแมรี่ แม็กดาเลนที่หลายคนเชื่อว่าเธอเป็นโสเภณี ก่อนที่จะเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์และได้เห็นพระเยซูคริสต์ตรึงกางเขน

 

แต่ความจริงแล้วแมรี่ แม็กดาเลนไม่ใช่โสเภณี ในพระคัมภีร์ (Luke 8:2) ว่าไว้ แมรี่ แม็กดาเลนเป็นหญิงสาวจากเมืองมักดาลา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นกาลิลี

9-1

 

ในพระคัมภีร์ระบุว่า เธอคือหญิงใจบาปที่ถูกผี 7 ตนเข้าสิงร่าง ก่อนที่จะได้พบกับพระเยซู และพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ช่วยขับไล่ผีออกจากร่างของเธอ จากนั้นเธอก็ได้อุทิศตนเข้ามารับใช้พระเยซู ส่วนเรื่องเป็นโสเภณีนั้นไม่มีการระบุชัดเจนในพระคัมภีร์ และไม่มีส่วนใดเลยที่ระบุว่าเธอกับพระเยซูคริสต์มีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาว

 

อันดับ 8 Great Wall of China

ย้อนกลับไปในปี 1932 ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Ripley’s Believe It or Not! ได้อ้างว่ากำแพงเมืองจีนเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้แรงงานมากที่สุดของมนุษยชาติ ที่มีความยาวกว่า 4,500 ไมล์ และเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างเดียวในโลก ที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากดวงจันทร์

8-1

 

ความเชื่อนี้ได้ฝังแน่นของคนทั่วโลก ซึ่งแท้จริงแล้วกำแพงเมืองจีนไม่สามารถมองเห็นจากวงโคจรในอวกาศได้เลย เนื่องจากมันถูกสร้างจากวัสดุที่เป็นอิฐและหิน ที่แยกความแตกต่างของสีได้ยากหากมองเข้ามาจากอวกาศ อีกทั้งยังมีชั้นบรรยากาศ สภาพภูมิอากาศและแสงเป็นปัจจัยอีกต่างหาก

istock_000052149090_small

 

โดยคำตอบที่ยืนยันได้อย่างดีคือนักบินอวกาศที่บินออกสู่อวกาศ แล้วมองกลับมายังโลกไม่มีใครเลยที่บอกว่าเห็นกำแพงเมืองจีน แม้กระทั้งนีล อาร์มสตรอง กลับมาจากดวงจันทร์ในปี 1969 ได้ถูกตั้งคำถามว่าเขาเห็นอะไรจากบนนั้น เขาตอบว่าไม่เห็นสิ่งก่อสร้างของมนุษย์เลยเห็นแต่ทวีปทะเล และรอยด่างต่างๆ เท่านั้น (แม้แต่จีนเองปัจจุบันได้มีการแก้ไขในบทเรียนของพวกเขาแล้วหลังจากที่พวกเขาพบความจริงอันนี้)

 

อันดับ 7 Five Second Rule

หลายคนเชื่อว่าถ้าอาหารที่ตกลงพื้นให้รีบเก็บมากินภายใน 5 วินาทีถึงจะปลอดภัย เพราะเชื้อโรคมองไม่เห็น นั้นคือคำพูดที่เหลวไหลเพราะจากการศึกษาพบว่า อาหารที่ตกบนพื้นไม่ถึงหนึ่งวินาทีเชื้อโรคก็สามารถกระโดดมาเกาะอย่างรวดเร็ว

7-1

 

โดยข้อมูลมาจากผลงานนับจำนวนเชื้อซาลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม (Salmonella typhimurium) ซึ่งเป็นสาเหตุเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียได้ โดยทดลองให้ไส้กรอกตกลงบนพื้นกระเบื้อง พบว่า มากกว่า 99% ของเชื้อแบคทีเรียถึง 1500 ชนิดจากบนพื้นเกาะติดหนึบไปบนผิวไส้กรอกได้ภายใน 5 วินาที

5-second-rule

นอกจากนี้ยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคเกาะอาหารที่ตกบนพื้นด้วย เช่น อาหารบางอย่างมีเชื้อเกาะติดมากับผิวนอกได้ง่าย เช่น ไข่ ผลไม้ ฯลฯ ส่วนสาเหตุที่เราไม่ได้เป็นอะไรจากการกินอาหารภายในห้าวินาทีนั้นก็เนื่องมาจากร่างกายของเราพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันต่างหาก

 

อันดับ 6 Rain

คนเราส่วนใหญ่เชื่อกันว่าหยาดเม็ดฝนนั้นเป็นรูปหยดน้ำเมื่อตกบนท้องฟ้า ในการ์ตูนฝนมักจะถูกวาดเป็นรูปหยาดน้ำตา คือ ก้นกลมและปลายบนแหลม ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเป็นจริง หยาดฝนเม็ดเล็กนั้นจะมีรูปเกือบเป็นทรงกลม ส่วนเม็ดฝนที่ใหญ่ขึ้นก็จะมีรูปร่างที่ค่อนข้างแบนคล้ายขนมปังแฮมเบอเกอร์ ส่วนเม็ดที่ใหญ่มากๆ นั้นจะมีรูปร่างคล้ายร่มชูชีพ

6-1

โดยเฉลี่ยแล้วเม็ดฝนนั้นจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร เม็ดฝนที่ใหญ่ที่สุดที่ตกลงถึงผิวโลกนั้น ตกที่ประเทศบราซิล และ เกาะมาร์แชล ในปี ค.ศ. 2004 โดยมีขนาดใหญ่ถึง 10 มิลลิเมตร

 

อันดับ 5 Adam and Eve’s Fruit

หลายคนมักคิดว่า อดัมกับเอวา (อีฟ) เป็นมนุษย์คู่แรก ที่พระเจ้าสร้างขึ้นเนื่องจากได้กินแอปเปิ้ลต้องห้ามเข้า จนถูกขับไล่จากอีเดนดังในหนังสือปฐมกาลนั้น เป็นความคิดที่ผิดเพราะผลไม้ดังกล่าวไม่ได้พูดถึงแอปเปิ้ลหรือลูกมะเดื่ออย่างที่หลายคนเข้าใจ

5-1

 

ในเนื้อหาได้กล่าวเฉพาะว่า “ต้นไม้แห่งความดีและความชั่ว (the tree of Knowledge of Good and Evil)” ส่วนสาเหตุที่มาของความเข้าใจผิดนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่าแอปเปิ้ลนั้น ถูกนำมาใช้อ้างถึงผลไม้และถั่ว (ยกเว้นเบอร์รี่) กว่าศตวรรษ และคำนี้ได้ติดอยู่ในการอ้างอิงผลไม้ปฐมกาล และยังเป็นสำนวนคำว่า Adam’s apple ที่กล่าวถึงลูกกระเดือกคนด้วย

 

อันดับ 4 Penis Enlarging

ผู้ชายหลายๆ คนมักเชื่อว่าเราสามารถขยายเจ้าโลกให้มีขนาดใหญ่ได้ โดยใช้อุปกรณ์พิเศษหรือยา ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย และแหล่งที่มาเหล่านี้ก็มาจากอีเมลขยะนับล้าน ที่ส่งจากทั่วโลกทุกวันมีทั้งปั๊มสุญญากาศ, ยาเม็ด, เครื่องยืด แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลต่ออวัยวะเพศของคุณผู้ชายเลยแม้แต่น้อย

4-1

 

วิธีเดียวที่จะขยายขนาดเจ้าโลกคุณได้ก็คือการผ่าตัด แต่วิธีนี้เสียค่าใช้จ่ายแพงมากและมันน่ากลัวมากหากคุณคิดจะทำ

 

อันดับ 3 Midnight Snacks

ทุกวันนี้เรายังเชื่อว่าการกินอาหารตอนกลางคืนทำให้เราอ้วน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เลย เพราะร่างกายของคุณไม่ได้รับรู้หรือมีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นว่า คุณจะกินอาหารในเวลาใด

3-1

 

หากแต่ปัจจัยที่ทำให้เราอ้วนก็คือการกินอาหารที่มีแคลอรีสูง ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตามที่กินอาหารที่มีแคลอรีสูง ก็ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ และผลจากการวิจัยพบว่าอาหารว่างตอนกลางคืน มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับของว่างในช่วงเช้าหรือบ่าย

 

อันดับ 2 10% of brain myth

ทุกวันนี้เรายังเชื่อว่า เราใช้สมองในการทำงานเพียงแค่ 10% ความจริงแล้วเป็นความเข้าใจผิด เพราะจากการวิจัยการสแกนสมองได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีส่วนใดของสมองที่ทำงานตลอดเวลาไม่ว่าเราจะทำอะไร

2-1

 

สมองทำงานแยกออกเป็นส่วนๆ ทำหน้าที่ต่างๆ กัน เราพูด สมองส่วนหนึ่งก็เคลื่อนไหว เราเดินก็อีกส่วนหนึ่ง หลับฝันก็อีกส่วนหนึ่ง บางส่วนอาจทำหน้าที่หลายอย่าง แต่ไม่มีส่วนใดเลยที่ไม่ทำงานเลย ยกเว้นมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นในสมอง

 

ส่วนความเข้าใจผิดอันนี้สันนิษฐานว่ามาจากบทความในหนังสือ The Energies of Men ที่กล่าวถึงว่า “มนุษย์เรากำลังใช้เพียงส่วนน้อยของความสามารถของร่างกายและจิตใจ” ซึ่งแต่งโดย วิลเลียม เจมส์ นักจิตวิทยาและนักประพันธ์ชาวอเมริกาในปี 1980

 

ซ้ำหนังสือนี้ยังกล่าวเกี่ยวกับความสามารถของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อีกด้วย ส่งผลทำให้หลายคนที่มีความอ่อนด้อย และเชื่อว่าที่เขาไม่ฉลาดอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะสมองของเขาไม่ได้ทำงานเต็มที่นั่นเอง และบางคนก็เชื่อว่าถ้าเขาใช้สมองเต็มที่จะสามารถเป็นมนุษย์พลังจิตได้

 

อันดับ 1 Einstein failed math at school

ในปี 1935 มีบทความหนึ่งในนิตยสารริปลีย์ เชื่อหรือไม่ (Ripley’s Believe It or Not!) ได้มีหัวข้อกล่าวว่า “นักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ล้มเหลว (ตก) ในวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน”

 

บทความนี้ทำให้หลายคนมีความเชื่อว่าไอน์สไตน์นั้นไม่ เก่งคณิตศาสตร์ตอนที่เขาเป็นเด็ก ก่อนที่จะมาเป็นอัจฉริยะเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

1-1

 

ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย จริงอยู่ว่าประวัติของเขาตอนเป็นเด็กนั้นเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้า สาเหตุอาจเกิดจากการที่เขามีความพิการทางการอ่านหรือเขียน (dyslexia) แต่กระนั้นเขาก็ยังเก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก โดยบทสัมภาษณ์ในนิตยสารฉบับหนึ่งไอน์สไตน์เคยหัวเราะและบอกว่า “ผมไม่เคยตกคณิตศาสตร์ สมัยตอนผมอายุสิบห้าผมก็เข้าใจความแตกต่างและแคลคูลัสได้แล้ว

1-568x375

 

เครดิตข้อมูล oknation.net

คิดเห็นอย่างไรล่ะ?

แบ่งปัน