เฉลยความจริงเกี่ยวกับ 7 ซากศพลึกลับทั่วโลก ที่วันนี้เรามีคำตอบแล้ว

#1 มัมมี่เจ้าหญิงแห่งเปอร์เซีย
วันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2000 นั้น นักโบราณคดีจากกรุงอิสลามาบัดของมหาวิทยาลัยเกวดอีอะแซม ได้ประกาศกับสื่อว่า พบมัมมี่และมัมมี่ดังกล่าวนี้คือร่างของเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่เสียชีวิตมาแล้วกว่า 2,600 ปี

1-2

 

ซึ่งมัมมี่ร่างนี้ถูกบรรจุอยู่ในโลงที่ลงรักปิดทองเป็นอย่างดี มีอักษรคูนีฟอร์มสลักอยู่บนแผ่นอก บรรจุอยู่ในโลงหินอีกชั้น โดยศพถูกทำเป็นมัมมี่ด้วยกรรมวิธีอาบด้วยขี้ผึ้งลงบนตัวศพ ซึ่งเจ้าหญิงมีพระนามว่า “โรดูกูเน่แห่งเปอร์เซีย”

1-6

 

ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญเลยทีเดียว เพราะตลอดมานั้นยังไม่มีใครพบกับมัมมี่ในเปอร์เซียมาก่อน ทั้งกระบวนการทำให้ศพเป็นมัมมี่นั้นก็ไม่เหมือนกับของอียิปต์เลย หลังจากการตรวจสอบจบลง ทางรัฐบาลของอิหร่านกับปากีสถานถึงกับต้องทะเลาะกันเพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของมัมมี่ร่างนี้กันเลยทีเดียว

 

แต่จากการเอ็กซเรย์หาเบาะแสเพิ่มเติม โดย “ศาสตราจารย์อาเม็ด ดานี่” จากปากีสถาน พบว่า มันไม่ได้มีอายุเก่าแก่แต่อย่างใดเลย

ctscan64s

 

นายอิบราฮิมก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า มัมมี่เจ้าหญิงแห่งเปอร์เซียร์ร่างนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นร่างของหญิงสาวอายุประมาณ 21 – 25 ปี ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี ค.ศ. 1996 นี่เอง โดยเธอถูกสังหารด้วยของแข็งบางอย่างที่บริเวณลำคอ

 

 

#2 ชีลีนบล็อบ
ในเดือนกรกฎาคมของปี ค.ศ. 2003 มีการพบร่างเน่าเปื่อยของสัตว์ประหลาดยักษ์สีเทาบนชายหาดพินุโน่ ในลอสมัวมอสของประเทศชิลี โดยซากของมันมีขนาดกว้าง 5.8 เมตร ยาว 12.5 เมตร

2-2

 

ซึ่งการค้นพบซากของมันในครั้งนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาเพราะนักชีววิทยานั้น ไม่สามารถจะระบุได้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ มีการคาดเดากันไปว่า เจ้าซากนี้มันอาจจะเป็นสัตว์ทะเลสายพันธุ์ปลาหมึกยักษ์ที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน

w5321

 

ต่อมาซากของมันก็ถูกทำลายจากสารฟอร์มาดีไฮด์โดยไม่ได้ตั้งใจ ในช่วงทำการทดลองหาที่มาของมันนั่นเอง

พอมาถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ก็ได้มีการรายงานว่า พวกเขาสามารถสืบหาที่มาของซากนี้ได้จากดีเอ็นเอที่เหลืออยู่

pay-whale-poo-1

 

พวกเขาก็พบว่าแท้ทีจริงแล้ว มันคือเสปิร์มของวาฬที่พ่นออกมา ซึ่งในวาฬที่โตเต็มที่นั้นจะสามารถพ่นเสปิร์มออกมาได้ขนาดใหญ่มากถึงกว่า 20.5 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 57,000 กิโลกรัมเลยทีเดียว

 

 

#3 สัตว์ประหลาดคิตเชนูเมกูสิบ
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 มีผู้หญิงสองคนกำลังเดินเล่นคุยกันอยู่แถวทะเลสาปบิ๊กเทร้าท์ ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของออนตารีโอ้ประเทศคานาดา

3-2

 

ทั้งสองตกตะลึงเมื่อเจ้าสุนัขของพวกเธอไปดึงซากศพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีความยาวประมาณ 1 ฟุต มาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งสองจึงตัดสินใจถ่ายภาพของมันเอาไว้ โดยในภาพนั้นดูเหมือนกับสัตว์ประหลาดอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจรีบออกจากพื้นที่นั้น

3-3

 

ต่อมาเรื่องราวนี้ก็ไปถึงนักข่าว ทำให้การพบซากสัตว์ประหลาดนี้ได้ถูกกล่าวขานออกไปเป็นวงกว้างเลยทีเดียว โดยข่าวที่ถูกเขียนออกไปนั้น บ้างก็บอกว่ามันเหมือนกับเจ้าตัว “คิตเชนูเมกูสิบ” ไม่ก็เจ้าตัว “โอมาจินาอากูส์” ที่แปลว่าเจ้าตัวน่าเกลียด ซึ่งเป็นสัตว์ในนิทานของชาวพื้นเมืองในแคนนาดานั่นเอง

3-4

 

แต่นักวิเคราะห์ที่ได้เห็นภาพถ่ายของมัน กลับบอกว่าแท้ที่จริงแล้วหน้าตามันค่อนข้างจะเหมือนกับตัว “มิงค์อเมริกัน” มากกว่า แต่สาเหตุที่ใบหน้าของมันไม่มีขนและดูน่ากลัวแบบนั้นก็เพราะว่ามันตายจนเนื้อเริ่มเน่า ทำให้ขนหลุดออกจากบริเวณหน้าเท่านั้นเอง

3-5

 

 

#4 ลิวบา
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 นักล่ากวางเรนเดียร์ชื่อว่า “ยูริ คูดี้” ได้พบซากแช่แข็งของช้างแมมมอธขนยาวจากแถบอาร์คติกยามาล เมืองเพนนินซูล่าของประเทศรัสเซีย

4-4

 

ซึ่งต่อมาซากช้างแมมมอธตัวนี้ก็ได้ถูกตั้งชื่อว่า “ลิวบา” โดยซากของมันมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม และส่วนสูง 85 เซนติเมตร คาดกันว่าเจ้าแมมมอธตัวนี้น่าจะมีอายุประมาณหนึ่งเดือน และเสียชีวิตไปเมื่อ 42,000 ปีก่อน โดยร่างของมัน ถือว่าเป็นซากแมมมอธที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีการพบสัตว์ชนิดนี้

4-5

 

ต่อมาพวกเขาได้พบกับผลการทดสอบจากฟันของมัน โดยผลนั้นก็คือการประมาณอายุของซากที่แท้จริงนั่นเอง โดยผลแจ้งออกมาว่าซากนี้น่าจะมีอายุที่แท้จริงคือ 10,000 ปี ไม่ใช่ 42,000 ปี ตามที่คาดกันไว้ในตอนแรก

4-3

 

และนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นก็พยายามจะสกัดเอาดีเอ็นเอของมันมาเพื่อทำการโคลนนิ่งเจ้าลิวบาให้เกิดใหม่อีกครั้ง โดยหวังจะได้ค้นคว้าในสิ่งที่ยังไม่รู้จากแมมมอธขนยาวชนิดนี้อย่างละเอียดต่อไปในอนาคต

4-6

 

 

#5 สัตว์ประหลาด “มอนท็อก”
เจ้ามอนท็อกเป็นข่าวขึ้นมาหลังจากที่มีผู้พบซากของมัน ลอยมาติดอยู่ที่ชายหาดใกล้ย่านธุรกิจมอนท็อกของกรุงนิวยอร์ก ในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 โดยผู้พบก็คือ “เจนน่า ฮิววิท” อายุ 26 ปี

5-2

 

เรื่องราวการค้นพบของฮิววิทนั้น ได้ถูกเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเมืองอิสต์แฮมตั้น ที่ๆ เธออาศัยอยู่นั่นเอง เนื้อหาข่าวนั้นพูดถึงสัตว์ประหลาดจากท้องทะเล ไม่ก็สัตว์ทดลองกลายพันธุ์ที่หลุดมาจากศูนย์ทดลองในเกาะพลัม

 

โดยหลังจากภาพถ่ายของเจ้ามอนท็อกที่ถูกถ่ายโดยฮิววิทออกเผยแพร่ทางสื่อนั้น ซากของมันก็ได้หายไป และภาพถ่ายของมันก็ถูกอัพโหลดไปทางเวบไซต์ในอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว

maxresdefault

 

อย่างไรก็ตามนักสัตว์วิทยาที่ชื่อ “ดาเรน เนช” ได้พยายามวิเคราะห์ภาพดังกล่าวแล้วก็สามารถระบุได้ว่า แท้ที่จริงแล้วมันก็คือตัวแรคคูน โดยในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2011 นั้น รายการเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคได้ออกอากาศเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ โดยเฉลยในตอนท้ายเช่นกันว่า แท้ที่จริงแล้วมันคือตัวแรคคูนนั่นเอง

baby-raccoon-1056830_960_720

 

 

6 ซากสัตว์ประหลาดของ “ซุยโยมารุ”
เมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1977 มีเรือประมงอวนลากชื่อ “ซุยโย มารุ” ที่กำลังหาปลาอยู่ทางตะวันออกของไครซ์เชิร์ทในประเทศนิวซีแลนด์ อยู่ดีๆ ลูกเรือก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของอวนที่กำลังดักจับปลาอยู่ใต้ทะเลลึกกว่า 300 เมตร

6-4

 

เมื่อทุกคนได้พยายามช่วยกันกู้อวนขึ้นมา พวกเขาก็ได้พบกับสัตว์ประหลาดที่กลิ่นค่อนข้างเหม็นมาก โดยซากสัตว์ประหลาดนี้มีน้ำหนักกว่า 1,800 กิโลกรัม ตัวยาวประมาณ 10 เมตร คอยาวถึงเมตรครี่ง มีครีบสีแดงและหางยาวกว่าสองเมตร โดยในรายงานต้นฉบับนั้นพบว่าครีบหลังของมันมีลักษณะขาดออก และไม่พบอวัยวะภายในเลย

32-zuiyo-maru-carcass-5-1024x741

 

หลังจากการค้นพบนี้ลูกเรือของซุยโยมารุต่างก็มั่นใจว่า มันคือสัตว์ลึกลับใต้ทะเลลึกที่ไม่มีใครเคยพบมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งนายอากีระ ทานากะ กัปตันเรือก็ได้ตัดสินใจทิ้งซากนี้กลับลงสู่ทะเล โดยก่อนที่จะทิ้งไป พวกเขาก็ได้ถ่ายภาพของมันเอาไว้ด้วย ซึ่งหลังจากรูปภาพนั้นไปถึงมือหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่น มันก็ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในทันที

6-3

 

 

ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1977 บริษัทไทโยฟิชได้ออกมาพูดถึงรายงานจากเนื้อเยื่อของเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ โดยบอกว่าลักษณะของมันนั้นค่อนข้างจะคล้ายกับสัตว์ทะเลมีครีบอย่างฉลามบาสกิ้น ซึ่งเป็นสัตว์น้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในท้องทะเล

snn2628x_682_539396a

 

ซึ่งพวกมันสามารถเติบโตได้ถึงกว่า 9 เมตร และสามารถดำน้ำได้ลึกกว่า 12 เมตร ซึ่งโดยปกติหลังจากฉลามชนิดนี้ตาย ซากของมันมักจะถูกพบในสภาพหัวด้านล่างหลุดหายไป ซึ่งดูๆ ไปจากซากการตายแบบนั้น ก็อาจจะทำให้ดูเหมือนตัวเพลซิโอซอร์ได้

 

 

7 สัตว์ประหลาดแห่งปานามา
เจ้าซากของตัวประหลาดแห่งปานามาตัวนี้ ได้ถูกถ่ายภาพไว้ได้ที่บริเวณใกล้ๆ หมู่บ้านเซอโร่อาซูล ประเทศปานามา ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 มันถูกพบโดยกลุ่มนักปีนเขาวัยรุ่น

7-4

 

พวกเขาบอกเล่าว่า สภาพของมันนั้นไม่มีขน มีแต่หนังและฟันแหลมคม หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก จมูกโบ๋ แขนยาว และหนึ่งในสมาชิกก็ได้จับมันโยนลงไปในบ่อน้ำซึ่งหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้กลับมาเพื่อถ่ายภาพซากของมันมาให้ดู

7-3

 

โดยหลังจากกลุ่มวัยรุ่นได้นำภาพที่ถ่ายได้ส่งให้กับสถานีโทรทัศน์ของปานามา และบอกเล่าเรื่องราวนี้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผู้คนก็ค่อนข้างแปลกใจและช่วยกันหาว่า แท้ที่จริงแล้วเจ้าตัวประหลาดนี้มันคือตัวอะไรกันแน่

7-2

 

หลังจากที่เวลาผ่านไป 4 วัน ทางสถาบันธรรมชาติวิทยาของปานามาก็ได้ออกมาเฉลยว่า แท้ที่จริงแล้วเจ้าตัวประหลาดแห่งปานามาตัวนี้มันก็คือ “สลอตสีน้ำตาล” นั้นเอง ซึ่งสาเหตุที่มันไม่มีขนก็เพราะว่ามันตายในน้ำจนเริ่มจะอืดจนขนหลุดแล้วก็เกยตื้นขึ้นมา

 

เครดิตข้อมูล mitithee6

คิดเห็นอย่างไรล่ะ?

แบ่งปัน