4 การแก้แค้นสุดฮา ถ้าไม่เกลียดกันจริงรับรองไม่ทำแบบนี้แน่

ทุกๆ วันคุณจะต้องพบเจอกับเรื่องราวแย่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น คนเห็นแก่ตัว หรือเหตุการณ์ที่เลวร้าย นั่นคือเรื่องที่คนทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายๆ คนท้อแท้ หลายๆ โมโห หลายๆ คนแค้น และในผู้คนกลุ่มนี้มี “หลายๆ ที่คิดจะแก้แค้น” และนี่คือ 4 การแก้แค้นสุดฮา ถ้าไม่เกลียดกันจริงรับรองไม่ทำแบบนี้แน่ ฮา ฮา ฮา

 

 

#1 เปลี่ยนเว็บไซต์กรมตำรวจให้เป็นเว็บไซต์ต่อต้านกล้องตรวจจับความเร็วบนท้องถนน
การติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วบนท้องถนนเป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งกันมาก คนส่วนใหญ่ที่ได้รับใบสั่งทางอีเมล์และถูกปรับอย่างมากก็แค่หงุดหงิดโมโหกันสักพัก หลังจากนั้นก็แค่เสียค่าปรับตามระเบียบแล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป

1-1

 

แต่กรณีนี้คงใช้ไม่ได้กับนักออกแบบระบบเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ที่ชื่อ Brian McCrary จากเมือง Bluff City รัฐเทนเนสซี ที่ไม่ยอมทนกับอะไรแบบนี้เด็ดขาด เมื่อเขาได้รับใบสั่งในปี 2010 เขาก็เข้าไปยังเว็บไซต์ของกรมตำรวจเพื่อหาเบอร์โทรศัพท์ที่จะใช้ติดต่อไประบายความโกรธแค้น แต่แทนที่จะเจอแค่เบอร์โทรศัพท์ เขากลับค้นพบสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ข้อความแจ้งเตือนว่าโดเมนของเว็บไซต์กรมตำรวจกำลังจะหมดอายุในเร็วๆ นี้

1-2

 

ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ที่กำลังโมโหบังเอิญไปพบว่าเว็บไซต์กรมตำรวจกำลังจะหมดอายุ และทำให้ใครก็ได้สามารถจดชื่อโดเมนมาเป็นของตัวเองได้ ไม่มีโอกาสไหนเป็นใจกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นนี่เลยนำไปสู่การแก้แค้นที่บรรเจิด

1-5

 

ไม่กี่วันต่อมา เว็บไซต์ของกรมตำรวจก็หยุดทำงานไปอย่างลึกลับ และเริ่มมีการโชว์ข้อมูลเกี่ยวกับความชั่วร้ายของกล้องตรวจจับความเร็ว และสถานที่ ตั้งกล้อง และวิธีการหลีกเลี่ยงการถูกจับขึ้นมาแทน

1-3

 

McCrary ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นเจ้าของเว็บไซต์คนใหม่ ได้ทำลิ้งไปยังบทความเกี่ยวกับจำนวนเงินที่รัฐได้รับจากการติดตั้งกล้องพวกนี้ และเงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง ซึ่งผลก็ปรากฏว่า เงินค่าปรับที่ได้มา 50 เปอร์เซนต์จะถูกแบ่งให้กับบริษัทที่ขายกล้อง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อข้อมูลพวกนี้ถูกเผยแพร่ออกไปประชาชนก็เริ่มให้ความสนใจกับประเด็นนี้ขึ้นมา

 

ในทางกลับกัน ทางตำรวจกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด กว่าจะรู้ว่าเว็บไซต์ของตัวเองกลายเป็นของคนอื่นไปแล้วก็ตอนที่นักข่าวเริ่มโทรไปสอบถามนั่นแหละ จากการตรวจสอบของกรมตำรวจก็พบว่า จริงๆ แล้วหน่วยงานได้รับเมล์เตือนถึง 7 ฉบับ ว่าโดเมนกำลังจะหมดอายุแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจเสียอย่างนั้น

1-4

 

ดังนั้น สิ่งที่ McCrary ทำไปก็เลยถือว่าไม่ได้ผิดกฏหมายอะไรและตำรวจก็ทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย ทุกวันนี้เว็บไซต์ของเขาก็ยังคงอยู่ดี เข้าไปดูได้ www.bluffcitypd.com

 

 

#2 อัพโหลดวิดีโอของหัวขโมยขึ้น Youtube (จนคนร้ายต้องร้องขอชีวิตกันเลยทีเดียว)
Mark Bao นักศึกษาน้องใหม่จากมหาวิทยาลัย Bentley University ต้องโมโหมาก เมื่อพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ MacBook Air ของเขาถูกมือดีขโมยไป

2-1

 

โชคยังดีที่เขามีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ดีและยังสามารถเชื่อมต่อเข้าไปยังเครื่องของตัวเองได้ โดยผ่านฐานข้อมูลแบบ Browser ที่ Backup เอาไว้

 

ด้วยความสงสัยว่าหัวขโมยเอาเครื่องเขาไปใช้ทำอะไรบ้าง เขาจึงเข้าไปดูตามไฟล์ในเครื่องและบันทึกการใช้งานอินเตอร์เน็ต ทำให้ในที่สุดเขาก็ได้ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ของคนร้ายผ่านทาง Facebook แต่นอกจากนั้น เขายังเจออะไรที่น่าสนใจกว่านั้นอีก!!

2-3

 

นั่นคือคลิปวิดีโอที่คนร้ายถ่ายตัวเองกำลังเต้นประกอบเพลง “Make It Rain” โดยใช้กล้องของโน๊ตบุ๊คนั่นเอง แทนที่จะเอาข้อมูลที่ได้ไปแจ้งตำรวจ Bao กลับคิดวิธีจัดการกับคนร้ายที่ดีกว่านั้นได้ เขาอัพโหลดคลิปวิดีโออันหนึ่งขึ้นไปบน Youtube ในชื่อวิดีโอว่า “อย่าขโมยคอมพิวเตอร์ของคนที่รู้จักวิธีการใช้ดี”

2-4

 

วิดีโอนี้กลายเป็นคลิปสุดฮิตบน Youtube ไปทันที ส่วนหัวขโมยที่อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนดังบนโลกอินเตอร์เน็ตในนามของ “หัวขโมยคอมพิวเตอร์นักเต้นเท้าไฟ” ก็รีบนำโน๊ตบุ๊คที่ขโมยมาไปส่งคืนให้กับตำรวจทันที หลังจากนั้นก็เขียนอีเมล์ไปขอร้องให้ Bao ช่วยลบวิดีโอออกจาก Youtube ให้หน่อย แต่วีดีโอดังกล่าวก็ยังอยู่บน Youtube จนถึงทุกวันนี้

 

 

#3 ชายที่ยอมพังบ้านตัวเองดีกว่าให้ธนาคารยึด
ในปี ค.ศ.2008 ประชาชนหลายล้านคนต้องเดือดร้อนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึง Terry Hoskins ผู้มีบ้านราคา 350,000 เหรียญดอลล่าร์ แต่กลับไม่มีเงินมาจ่ายหนี้กับธนาคาร ดังนั้นเขาเลยประกาศขายบ้านออกไป แต่ก็ต้องพบว่ามีการเสนอราคามาให้แค่เพียง 170,000 เหรียญเท่านั้น

3-1

 

อย่างไรก็ตาม ถึงราคาที่ได้มาจากน้อยกว่าราคาจริงของบ้านกว่าครึ่ง แต่ในตอนที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่แบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งเงิน 170,000 เหรียญนี้ก็ยังมากกว่าจำนวนที่เขาติดหนี้ธนาคารอยู่เป็น 10 เท่า ดังนั้น Hoskins ผู้กำลังโล่งใจที่จะขายบ้านออกไปได้ก็แจ้งธนาคารถึงข้อตกลงที่เขาได้มา

 

ปัญหาคือ ธนาคารไม่ยอมรับข้อตกลงนี้ แต่กลับยืนยันว่าต้องการจะยึดบ้านของ Hoskins มาแทนค่าหนี้ เพราะจากที่คำนวณดูแล้วธนาคารจะทำเงินได้มากกว่าจากการขายบ้านของ Hoskins เอง

 

สิ่งหนึ่งที่ธนาคารคงไม่ทันคิดไว้คือ อย่าได้ลองดีกับชายที่มีรถแทรกเตอร์เป็นของตัวเอง เพราะ Hoskins ที่กำลังโมโหสุดๆ ตัดสินใจกระโดดขึ้นรถแทรกเตอร์แล้วถล่มบ้านของตัวเองที่ธนาคารกำลังจะมายึดเสียเลย เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงที่ Hoskins ไถอดีตบ้านของตัวเองเสียเรียบเป็นหน้ากลอง

3-4

 

ความจริงแล้วเมื่อนายธนาคารมาดูบ้านที่ควรจะเป็นแบบนี้

3-2

 

พวกเขากลับพบสภาพแบบนี้แทน…..

3-3

 

 

#4 George Lucas สั่งสอนเพื่อนบ้านผู้ร่ำรวยให้รู้จักโลกแห่งความเป็นจริง
George Lucas เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ชาวอเมริกัน มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ชุดไตรภาคสตาร์ วอร์ส และอินเดียน่า โจนส์

4-3

 

เมื่อไม่นานมานี้ Lucas หมดเงินไปเป็นจำนวนมากกับความพยายามที่จะสร้างสตูดิโอผลิตภาพยนตร์ขนาดใหญ่ บนที่ดินของเขาในเมือง Marin Country รัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้าโครงการนี้เสร็จสิ้นจะทำให้เกิดการจ้างงานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้นประมาณ 600 อัตรา และนำมารายได้มหาศาลมาสู่ธุรกิจในท้องถิ่น

4-1

 

แต่แย่หน่อยที่เหล่าเพื่อนบ้านของ Lucas ซึ่งเป็นเศรษฐีกันอยู่แล้วไม่ได้สนว่าธุรกิจในพื้นที่นั้นจะเป็นอย่างไร พวกเขาต่อต้านโครงการนี้ด้วยเหตุผลว่า โครงการนี้จะทำให้เกิดความแออัดทางการจราจรและทำให้เกิดเสียงดัง นอกจากนั้นยังทำให้สภาพภูมิทัศน์ที่สวยงามถูกทำลายไปอีกด้วย

4-2

 

เป็นเวลากว่า 25 ปี ที่ Lucas พยายามจะสร้างโครงการนี้ขึ้นมา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเสียทีเพราะไม่ได้รับการเห็นด้วยจากผู้คนแถวนั้น ต่อมา ในปี ค.ศ.2012 Lucas ก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเขาจะล้มเลิกโครงการนี้ พร้อมทั้งขายที่ดินออกไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่เพื่อนบ้านจะได้ดีใจกัน เขาก็ประกาศว่า เขาได้ขายที่ดินให้กับกลุ่มองค์กรไม่หวังผลกำไรที่ชื่อ Marin Community Foundation และตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ องค์กรนี้จะสร้างที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มคนยากจนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่แทน

mcf_logo-300px-square-300x300

 

องค์กรนี้สรรเสริญความมีน้ำใจของ Lucas แต่แน่นอนว่าเหล่าเพื่อนบ้านผู้ร่ำรวยไม่ตื่นเต้นดีใจด้วยเท่าไหร่นัก และนี่คือวิธีแบบ มีคลาส ที่ Lucas ใช้สั่งสอนเหล่าผู้ร่ำรวยด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มคนยากจน

 

 

เครดิตข้อมูล pantip.com