9 สมบัติล้ำค่าที่หายสาบสูญไปจากโลก และมันยังคงรอการค้นพบ

เราคงเคยได้ยินเรื่องราวมากมายของสมบัติที่ถูกซ่อนเร้นจากสายตาชาวโลก สมบัติบางชิ้นได้สูญหายไปในช่วงสงคราม บางชิ้นถูกขโมย และบางชิ้นที่ถูกหลงลืม อย่างไรก็ตามด้วยมูลค่าที่สูงลิ่วของทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ทำให้มันยังคงเป็นที่พูดถึง และมีนักล่าสมบัติมากมายที่เฝ้าฝันถึงการค้นหามันอยู่เสมอ และนี่ก็คือ 9 สมบัติล้ำค่าที่หายสาบสูญไปจากโลก และมันยังคงรอการค้นพบ

1. แผนที่ระเบิดปรมาณู (Atomic Bomb Maps)
หลายๆ ครั้งที่สมบัติอันประเมินค่าไม่ได้สูญหายไปเนื่องจากการสังหารหรือการทำลายล้างของสงคราม อย่างไรก็ตามผลผลิตจากสงครามหลายอย่างได้ถูกยกให้เป็นสมบัติชิ้นสำคัญ รวมถึงแผนที่ระเบิดปรมาณู ที่ได้สูญหายไปจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ

1.2

 

สำหรับแผนที่ระเบิดปรมาณูซึ่งมีลักษณะเป็นกระดาษ 2 แผ่นนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศ ในเดือนมิถุนายน ปี 1945 เพื่อใช้ในการวางแผนประสานงานการทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น แผนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพถ่ายทางอากาศของภูมิภาคที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และได้กลายมาเป็นเครื่องเตือนใจมนุษยชาติ ให้ระลึกถึงช่วงเวลาอันมืดมนในประวัติศาสตร์ของโลก ไม่มีใครทราบว่าแผนที่ดังกล่าวหายไปตั้งแต่เมื่อไร อีกทั้งทีมงานที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบก็ยังไม่มีคำตอบว่ามันถูกนำออกไปได้อย่างไรด้วย

1.3

 

2. The Lost Dutchman
แม้ว่าผู้คนจำนวนมากจะมองว่าเรื่องราวของ Lost Dutchman จะเป็นเพียงแค่นิทานเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อค้นหาขุมทรัพย์ชื่อดังนี้ โดยตามตำนานเล่าว่า เหมืองทองคำแห่งนี้ได้ถูกค้นพบในช่วงปี 1840 ที่รัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ครอบครัวที่ทำงานในเหมืองแห่งนี้ได้ขนทองคำขึ้นเรือกลับไปยังเม็กซิโก จนกระทั่งถูกชนเผ่าอาปาเชสังหาร ทิ้งผู้รอดชีวิตไว้เพียง 1-2 คนเท่านั้น ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้หลบหนีกลับไปยังเม็กซิโก

2.1

 

ตำนานเกี่ยวกับเหมืองทองคำได้ถูกเล่าลือต่อกันออกไป โดยมีคนจำนวนมากที่ออกมาอ้างว่ามีแผนที่ของเหมืองแห่งนี้ ทว่าน่าเศร้าที่เกิดโศกนาฏกรรมกับพวกเขาเสียก่อนที่จะได้เดินทางไปยังขุมทอง จนกระทั่งราวๆ ปี 1870 จาค็อบ วอทซ์ หรือ Dutchman ก็ได้ค้นพบเหมืองทองคำดังกล่าวด้วยความช่วยเหลือจากลูกหลานของครอบครัวที่รอดชีวิตในครั้งนั้น ยังเป็นที่ลือกันด้วยว่าคู่หูของ Dutchman ได้ถูกสังหารลงเพื่อปิดเรื่องเหมืองทองคำไว้เป็นความลับ

ภาพจาค็อบ วอทซ์ หรือ Dutchman

2.1

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Dutchman มีสุขภาพที่แย่ลงเขาก็ได้บอกที่ตั้งของเหมืองให้แก่สตรีชื่อ จูเลีย โทมัส เพื่อนบ้านที่มาดูแลเขาในปี 1891 แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถไปถึงเหมืองได้ และแม้จะมีนักล่าสมบัติหลายคนพยายามเดินทางไป แต่ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเหมืองทองคำดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใดและมีอยู่จริงหรือไม่

 

3. สิ่งที่ ดัตช์ ชูลซ์ ซ่อนไว้ (Dutch Schultz’s Stash)
ดัตช์ ชูลซ์ เป็นมาเฟียนิวยอร์กชื่อดัง ซึ่งสามารถสร้างอาณาจักรทรัพย์สินมูลค่ากว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 700 ล้านบาท) ต่อปี เขาถูกทางการไล่ล่าในข้อหาหลบเลี่ยงภาษี ด้วยเหตุนี้ ดัตช์ ชูลซ์ จึงตัดสินใจขนย้ายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาใส่ลงกล่องเหล็กและฝังมันไว้ โดยตั้งใจว่าจะกลับมานำสมบัติคืนหลังจากที่เหตุการณ์ทุกๆ อย่างสงบลง เพราะเขาคงทนไม่ได้หากจะต้องสูญเสียสมบัติเหล่านี้ไปหลังจากที่ติดตาราง

3.1

 

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ ดัตช์ ชูลซ์ พ้นคุกออกมาได้ เขากลับถูกลอบยิงเสียก่อน ไม่เคยมีใครทราบว่า ดัตช์ ชูลซ์ นำสมบัติทั้งหมดไปซ่อนไว้ที่ใด และไม่มีข้อมูลใด ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับสถานที่ฝังสมบัติดังกล่าว ทำให้ผู้คนเริ่มหมดความสนใจในตำนานสมบัตินี้ไปในช่วงปีที่ผ่านมา

 

4. มงกุฎเพชรของกษัตริย์จอห์น (The Crown Jewels Of King John)
มงกุฎเพชรของราชวงศ์อังกฤษได้รับยกย่องให้เป็นอัญมนีมีค่าที่งดงามและโอ่อ่ามากที่สุด ซึ่งถูกใช้ในพิธีบรมราชาภิเษก มงกุฎเพชรของราชวงศ์ถูกเก็บรักษาอยู่ภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ที่หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) เจ้าหน้าที่ผู้คุ้มกันล้วนได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษ

4.1

 

ที่ผ่านมา มงกุฎเพชรของกษัตริย์อังกฤษได้ถูกขโมยและถูกทำลายมาหลายครั้งแล้ว โดยสำหรับมงกุฎเพชรของกษัตริย์จอห์นนี้ ได้สูญหายไปเมื่อปี 1216 เมื่อกษัตริย์จอหน์พยายามจะเดินทางข้ามอ่าวในลินคอล์นเชียร์ ทว่าพระองค์ได้คำนวณกระแสน้ำพลาดไป จึงทำให้ต้องเสียสัมภาระที่นำมาไปกับสายน้ำ รวมถึงกระเป๋าที่ใส่มงกุฎเพชรไว้ด้วย

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London

4.2

 

แม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะเป็นจุดที่อันตราย เนื่องจากกระแสน้ำและดินโคลนที่ไหลทะลักมาอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีนักล่าสมบัติอีกจำนวนมาก ที่วนเวียนกันมาค้นหามงกุฎเพชรที่หายไป

 

5. เรือมะฮอกกานี (The Mahogany Ship)
การค้นหาหรือกู้ซากเรือที่จมหายลงไปในก้นสมุทรนั้นช่างเป็นเรื่องที่ยากและกินเวลายาวนานเป็นสิบปี แต่สำหรับเรือที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้แล้วมันไม่น่าจะใช้เวลายาวนานขนาดนั้น โดยจากตำนานของเรือลำนี้ระบุว่า เรือที่ทำจากไม้สีเข้ม ซึ่งคาดว่าเป็นไม้มะฮอกกานี ได้จมหายลงไปบริเวณท่าเรือทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างดำเนินภารกิจลับของโปรตุเกสที่เข้ามาสำรวจออสเตรเลียเมื่อปี 1522

6.1

 

จากนั้นในอีก 350 ปีต่อมา ก็มีผู้ที่อ้างว่าเคยเห็นซากของเรือมะฮอกกานีลำนี้ ก่อนที่ผู้ค้นหาจะสูญเสียการติดตามเรือลำนี้ไป รายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าและการคาดเดาของชาวบ้าน โดยที่ยังคงไม่มีใครพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของมันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีใครหาหลักฐานมาหักล้างเรื่องดังกล่าวได้เช่นกัน ทำให้เรือมะฮอกกานียังคงเป็นเรื่องลึกลับมาจนถึงปัจจุบัน

6.2

 

ในขณะที่ผู้ซึ่งเชื่อในตำนานเรือนี้ ได้มีการคาดว่า เรือมะฮอกกานีน่าจะเป็นเรือลำแรกที่ค้นพบประเทศออสเตรเลีย ไม่ใช่เรือ HMS Endeavour ของกัปตันคุก ดังในประวัติศาสตร์

6.3

 

6. สร้อยพาเทียลา (Patiala Necklace)
สร้อยพาเทียลาเส้นนี้เป็นหนึ่งในสมบัติที่งดงามอย่างหาได้ยากยิ่ง ออกแบบโดยเจ้าของบริษัท Cartier เมื่อปี 1928 ก่อนจะมอบให้แก่มหาราชา เซอร์ บูพินเดอร์ ซิงห์ (Maharaja Sir Bhupinder Singh) สร้อยพาเทียลาสุดล้ำค่านี้มีลักษณะเป็นสร้อยคอทองคำ 5 แถวที่ประดับด้วยเพชร 2,930 เม็ด ล้อมรอบด้วยทับทิมพม่าและอัญมณีอื่นๆ โดยมีเซ็นเตอร์พีชเป็น เพชรเดอเบียร์ส หรือเพชรสีเหลืองหนัก 234.6 กะรัต ซึ่งโด่งดังในฐานะเพชรที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

สร้อยพาเทียลาสุดล้ำค่า

7.1

 

สร้างเส้นนี้เป็นของมหาราชา เซอร์ บูพินเดอร์ ซิงห์

7.2

 

อย่างไรก็ตามสร้อยเส้นนี้ได้หายไปเมื่อปี 1948 โดยเป็นที่ทราบว่าบุคคลสุดท้ายที่ได้สวมสร้อยเส้นนี้ก็คือ มหาราชา ยาดาวินดรา ซิงห์ (Maharaja Yadavindra Singh) บุตรชายของมหาราชา เซอร์ บูพินเดอร์ ซิงห์ และแม้ว่าตัวแทนของ Cartier ในลอนดอนจะพยายามออกติดตามหาเบาะแสของมันมาตลอดระยะเวลา 50 ปีต่อมา แต่ก็ยังไม่มีใครค้นพบมัน ทั้งนี้เป็นที่เชื่อว่าสร้อยเส้นนี้ได้ถูกขโมยออกไปขายโดยสมาชิกในครอบครัวมหาราชา โดยในปัจจุบันสร้อยพาเทียลา น่าจะมีมูลค่าสูงถึง 20-30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 650-975 ล้านบาท)

บุคคลสุดท้ายที่ได้ใส่สร้างเส้นนี้คือ มหาราชา ยาดาวินดรา ซิงห์

7.3 Maharaja Yadavindra Singh

 

7. เมืองไพตีติ (City Of Paititi)
มีตำนานมากมายที่เล่าขานเกี่ยวกับไพตีติ เมืองที่สูญหายไปแห่งอาณาจักรอินคา โดยมีตำนานเล่าลือว่า ไพตีติคือสถานที่ที่ชาวอินคาได้เก็บซ่อนทรัพย์สมบัติและทองคำทั้งหมดของพวกเขาไว้ ให้รอดพ้นจากการปล้นสะดมของทหารชาวยุโรปที่บุกเข้ามา

8.1

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสับสนในสถานที่ตั้งของเมืองดังกล่าวทำให้เรื่องราวของไพตีติกลายมาเป็นเพียงตำนานเหมือนกับ เอล โดราโด้ (El Dorado) ที่จะมีผู้โชคดีเพียงหนึ่งเดียวที่จะได้ครอบครองความร่ำรวยอันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น และแม้จะมีนักสำรวจจำนวนมากพยายามเข้าไปค้นหาที่ตั้งของไพตีติแต่ก็ยังคงไม่มีใครค้นพบจนถึงปัจจุบัน

8.2

 

8. ดาบทันโตะของเมอิ คุนิมิตสึ (Tanto Mei-Kunimitsu)
การถูกขโมยสมบัติประจำชาติ ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น สำนักงานฝ่ายวัฒธรรมของญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยว่า วัตถุ 109 ชิ้นที่นับเป็นสมบัติประจำชาติหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของญี่ปุ่น ได้หายไปจากการดูแลของพวกเขา สมบัติบางชิ้นตกอยู่ในมือของนักสะสม ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่หน่วยงานจะเข้าไปติดตามหาเบาะแสของมัน

ดาบทันโตะของเมอิ คุนิมิตสึ

9.1

 

ในจำนวนสมบัติที่หายไป มีดาบ 52 เล่ม รูปปั้น 17 ชิ้น และภาพวาด 10 ภาพ ที่ยังคงไม่สามารถระบุที่อยู่ของมันได้ ในบรรดาสมบัติเหล่านี้ มีทั้งชิ้นที่ถูกขโมยไปรวมถึงถึงที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครติดตามข้อมูล หลังผู้ครอบครองเสียชีวิต และหนึ่งในสมบัติที่สูญหายไปก็คือ ดาบซามูไรสั้น หรือ ดาบทันโตะ (tanto sword) จากศตวรรษที่ 13 ซึ่งมีลายเซ็นต์ของ คุนิมิตสึ (Kunimitsu) ดาบทันโตะเล่มนี้ถือได้ว่าเป็นมรดกทรงคุณค่าของญี่ปุ่นที่หายไป

 

9. สิทธิบัตรของพี่น้องตระกูลไรท์ (The Wright Brothers’ Patent)
หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้เก็บรวบรวมเอกสารหายากและมีค่ามากที่สุดของประวัติศาสตร์เอาไว้ ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา และหนึ่งในสิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่แห่งนี้ก็คือ เอกสารสิทธิบัตร แนวคิดสำหรับสิ่งประดิษฐ์เครื่องบินของ วิลเบอร์ และ ออวิลล์ ไรท์ หรือที่รู้จักกันดีในนามพี่น้องตระกูลไรท์

10.1

 

อย่างไรก็ตามสิทธิบัตรของพี่น้องตระกูลไรท์ได้ถูกขโมยออกไปจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติโดยบุคคลปริศนา และไม่มีใครทราบเรื่องนี้จนกระทั่งปี 2003 แม้ว่าเหตุการณ์ขโมยวัตถุสำคัญไปจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติจะเกิดขึ้นหลายครั้ง และทีมงานที่ติดตามเอกสารดังกล่าวจะสามารถนำของที่หายไปกลับคืนมาได้หลายชิ้น แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังคงไม่มีผู้ใดได้พบกับสิทธิบัตรดังกล่าวอีกเลย ทั้งยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ด้วย

หน้าแรกของประวัติศาสตร์ที่มนุษย์จะ “บิน” ได้

10.2

 

เครดิต kapook.com

แบ่งปัน